เรื่องสั้นร้านกาแฟ 8: Pimm's

posted on 09 Aug 2015 11:10 by ffmanblue in Short

        ชาร์ลีเดินขึ้นบันไดอพาร์ตเมนท์ด้วยอารมณ์ราวกับฉลองปีใหม่มิลเลเนียม สองมือหอบถุงสูทผ้าไหมกีตอนที่อาสาไปซักแห้งให้อัล เร เนโร เขายืนอยู่หน้าห้องและล้วงกุญแจออกมาไข สิ่งแรกที่ทำหลังจากเปิดไฟคือบรรจงแขวนสูทไหมไว้อย่างเรียบร้อยหน้าประตู เขาอุตส่าห์หอบกลับมาที่ห้องพักด้วยแทนที่จะเอากลับไปไว้ที่ร้านก็เพราะคิดว่าคืนนี้จะขอนอนดูเสื้อสูทให้ชื่นใจเสียหน่อย ไม่บ่อยนักที่เขาจะเห็นใครสวมสูทไหมเนื้อดีขนาดนี้เดินไปมาตามท้องถนนเพราะผ้าไหมเงาวับมักจะเหมาะกับงานรื่นเริงยามกลางคืนมากกว่า

        ระหว่างที่กำลังจะตรงไปยังเตียงนอนในห้องพักแบบสตูดิโอเปิดโล่งเป็นพื้นที่ใช้สอยรวมตั้งแต่รับแขกไปยันนอนและแสนจะแคบ จู่ๆ มือใหญ่สวมถุงมือหนังแสนแพงของ Hermes ก็โอบล็อกร่างเขาจากด้านหลัง อีกมือปิดปากเด็กหนุ่มเสียสนิท กลิ่นน้ำหอมดอลเช่แอนด์กาบบาน่าอินเทนโซ่กรุ่นด้วยลาเวนเดอร์ กลิ่นยาสูบ และมัสค์ราคาแพงทำให้เด็กหนุ่มจำได้เป็นอย่างดี สิ่งเดียวที่ทำให้เขายอมยืนนิ่งไม่ติงไหวก็เพราะกลัวว่าเทรนช์โค้ตของกีตอนที่บุรุษเบื้องหลังใช้คลุมกายจะยับก็เท่านั้น

        “ค้นให้ทั่ว”

        เสียงทุ้มของร่างที่โอบหลังและอุดปากชาร์ลีเอ่ยขึ้น บอดี้การ์ดชุดดำจึงจัดแจงรื้อค้นทั่วห้องแคบๆ อย่างรวดเร็ว

        “ไม่ดิ้นเลยรึไง ชู้รักของมิเกโล”

        อัล เร เนโรยอมปล่อยมือออกอย่างง่ายดาย ชายหนุ่มไม่ลืมถอยไปล็อกประตูห้องก่อนถอดโค้ตแขวนและเดินด้วยท่าทีใจเย็นตรงไปนั่งยังโต๊ะกินข้าวซึ่งน่าจะเป็นบริเวณเดียวในห้องคับแคบที่สามารถรับแขกได้

        “คุณสะกดรอยตามผมมาทำไมครับ ผมไม่ทำอะไรสูทของคุณหรอก”

        ชาร์ลีหันมาเอ่ยด้วยเสียงเกร็งและท่าทางหวาดหวั่น อีกฝ่ายซึ่งยังคงเชิดใบหน้ายโสก็ปรายตามองอย่างไว้ที

        “ฉันไม่ได้ห่วงสูท แต่ยังไงก็ขอบใจที่เอาไปซักแห้งให้”

        บุรุษสูงใหญ่ล้วงเช็คออกมาจากกระเป๋าเวสต์ (เสื้อกั๊ก) และเซ็นวางบนโต๊ะให้โดยไม่แม้แต่จะหันมามอง สายตาเขาจับจ้องอยู่ที่บอดี้การ์ดชุดดำที่ยังคงรื้อค้นไปรอบห้อง

        ชาร์ลีมองดูเช็คมูลค่าเพียงพอต่อการซักแห้งกีตอน 100 ตัวก็ผ่อนลมหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย เขายินยอมเดินไปหยิบเช็คมาเก็บแต่โดยดีและมองไปทางบอดี้การ์ดซึ่งรื้อของเละเทะอย่างระอาใจ

        “เอาเครื่องดื่มหน่อยไหมครับ”

        เด็กหนุ่มเปลี่ยนบทสนทนา

        “ไม่ต้อง ห้องเล็กแค่นี้ค้นไม่นานคงเสร็จ”

        เสียงทุ้มเอ่ยตอบ ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปทางเตียงสองชั้นที่มีเพียงม่านโทรมๆ กั้นเขตระหว่างห้องอเนกประสงค์ซึ่งมีโต๊ะกินข้าวและครัวรวมอยู่บริเวณเดียวกับตู้เสื้อผ้าและตู้เก็บของ ประตูบานเดียวในห้องคงเป็นห้องน้ำซึ่งมองลอดเข้าไปก็เห็นชักโครกกับตู้อาบน้ำซึ่งเล็กกว่าห้องลองเสื้อ

        “นี่เธออยู่ในห้องแคบอย่างกับรูหนูขนาดนี้ได้ยังไง เล็กกว่าห้องอาบน้ำเสียอีก”

        “ไม่ใช่ผมคนเดียวครับ ผมอยู่กับโทนี่ ที่จริงโทนี่เป็นเจ้าของห้องแต่ผมมาขออาศัยอยู่ด้วย”

        “แล้วก่อนหน้านี้เธออยู่ที่ไหน”

        ดวงตาเยือกเย็นหันมามองแต่ชาร์ลีกลับหน้าสลดจนอีกฝ่ายคลี่ยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างเดาทางได้

        “ถูกมิเกโลเฉดหัวออกมาสินะ”

        “ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องใส่ใจหรอกครับ”

        “หาไม่พบเลยครับ อัล เร เนโร”

        บอดี้การ์ดซึ่งอยู่ในวัยห้าสิบกว่ารายงาน ชาร์ลีมองดูห้องที่เละเทะอย่างสลดใจ เขาเห็นตู้ครัวถูกเปิดออก ตู้เก็บของถูกรื้อกระจาย กระทั่งตู้เสื้อผ้ายังถูกค้นจนบรรดาเสื้อผ้าหล่นลงมากองอยู่เต็มพื้น เห็นแล้วก็ต้องถอนใจอีกรอบ

        “ถ้าอย่างนั้นก็ราตรีสวัสดิ์ครับคุณสุภาพบุรุษ”

        ชาร์ลีเอ่ยลา เขาเดินตรงไปเก็บเสื้อผ้าที่สุมบนพื้นมาพับเรียบร้อยก่อนวางกลับเข้าไปในตู้เช่นเดิม สิ่งหนึ่งที่ทำให้สะดุดใจนิดหน่อยคือเสื้อโค้ตหน้าตาไม่คุ้นแขวนบนไม้เบียดอยู่ในตู้ ผ้าเนื้อดีฝีเข็มแจ่มขนาดนี้เป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจาก

        “กีตอน!

        เด็กหนุ่มล้วงมือไปที่คอเสื้อโค้ตหวังจะเปิดดูป้ายยี่ห้อแต่ยังไม่ทันได้เห็น เสียงโค้ตหล่นโครมลงบนกองเสื้อผ้าบนพื้นตู้ก็ดังจนผิดปกติ บุรุษที่นั่งมองอยู่ถึงกับลุกพรวดขึ้นตรงไปกระชากโค้ตออกมาจากมือชาร์ลีและยิ้มกริ่ม

        “คิดไว้ไม่ผิด”

        มือใหญ่ที่สวมถุงมือหนังรับรู้ได้ถึงน้ำหนักโค้ตที่มากผิดปกติและสัมผัสถึงของแข็งด้านใน มิเกโลคงเอาทองคำที่ร้อยเป็นโซ่ยาวซ่อนไว้ด้านในเสื้อโค้ตแน่ ชายหนุ่มจัดแจงหยิบมีดสารพัดนึกของวิตอรินอกซ์ออกมาจากกระเป๋า เขาใช้ฟันคาบมีดปลายแหลมออกมาและเตรียมตัดผ้าไหมซับด้านในโค้ตเพื่อพิสูจน์ว่ามีทองคำอยู่ด้านในจริงๆ แต่ยังไม่ทันได้ลงมีด ชาร์ลีกลับกระโดดเข้ามาคว้าเสื้อโค้ตไปจากมือและถอยไปไกลด้วยสีหน้าตื่น

        “อย่านะครับ!

        เด็กหนุ่มกอดเสื้อโค้ตแน่นด้วยใบหน้าซีดเผือด เมื่อบอดี้การ์ดในชุดดำตรงเข้าไปเพื่อกระชากคืนมาชาร์ลีก็กลับนั่งคุดคู้กับพื้นและกอดเสื้อโค้ตไว้แน่นยิ่งขึ้น

        “ปล่อยนะไอ้เด็กบ้านี่!

        อีกฝ่ายกระทืบเท้าลงกลางหลังและเตะอัดสีข้างร่างที่ยังกอดโค้ตไว้แน่นในอ้อมแขน

        เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่ปล่อยแน่ อัล เร เนโรจึงส่งสัญญาณให้บอดี้การ์ดยั้งเท้าไว้ก่อน บุรุษสูงใหญ่ขยับเก้าอี้ออกมาและทรุดกายลงนั่งไขว่ห้าง มือที่ประดับแหวนอัญมณีและนาฬิการาคาแพงประสานกันที่หน้าขาดั่งราชา ใบหน้าเหี้ยมลึกคลี่ยิ้มออกมาอย่างใจเย็น

        “ฉันมีเวลาไม่มากนักหรอกนะชู้รักของมิเกโล ต่อให้เธอกอดโค้ตนั่นไว้ก็ใช่ว่าจะปกปิดความผิดของมิเกโลได้ ดังนั้นเลิกดื้อดึงแล้วเอามาให้ฉันซะ”

        “ไม่มีวัน! คุณ...คุณชักมีดออกมา...”

        “ไม่ได้แทงเธอหรอกน่า”

        “ผมรู้นะ คุณจะทำร้ายกีตอนตัวนี้ใช่มั้ย!

        “คิดจะปกป้องทุกสิ่งทุกอย่างของมิเกโลเลยรึไง รักเจ้านั่นขนาดนั้นเชียว”

        ชาร์ลีซึ่งน้ำตาอาบแก้มส่ายหน้าทั้งที่ยังคงคุดคู้กอดโค้ตอยู่บนพื้น

        “ถ้าเป็นคุณ...เห็นคนที่รักกำลังจะถูกแทงอยู่ตรงหน้าจะไม่ช่วยเลยรึไง”

        “ฉันไม่ได้จะแทงมิเกโล แค่เสื้อโค้ตของมิเกโลเอง”

        “คุณแทงมิเกโลผมจะไม่ขวางสักนิด แต่นี่กีตอน!         โค้ตกีตอนนะครับ! กีตอนผิดอะไรคุณถึงจะมาทำร้ายเขา! ฮือ...กีตอนลูกพ่อ...”

        เสียงร้องไห้โฮโหยหวนอย่างน่าสงสาร

        อัล เร เนโรได้ยินถึงกับพูดไม่ออก เขาหันหน้าไปสบตาบอดี้การ์ดนิดหนึ่งซึ่งอีกฝ่ายก็ส่ายหน้าน้อยๆ ทำนองว่าไม่เข้าใจเหมือนกัน ระหว่างที่ชายหนุ่มประมวลผลในสมอง ใบหน้าเหี้ยมของเขาก็เผลอหลุดเหวออยู่กว่า 20 วินาทีก่อนจะได้สติ

        “เดี๋ยวนะ...เธอเรียกโค๊ตนั่นว่าลูกเหรอ หรือเป็นเกย์มีลูกไม่ได้เลยคิดว่านั่นคือลูก”

        “คุณเพี้ยนเหรอครับ มันไม่ได้เกี่ยวกับที่ผมเป็นเกย์หรือผมมีลูกไม่ได้! แต่กีตอนก็คือกีตอน ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายกีตอนเด็ดขาด”

        ชายหนุ่มถึงกับเหลือกดวงตาอย่างตกตะลึง เขาถึงพูดไม่ออกราวกับขากรรไกรเป็นอัมพาต ในใจคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้คงมีปัญหาทางจิตอะไรสักอย่างแน่ๆ แต่เขาจะทำอย่างไรต่อไปดี เขาต้องเอาโค๊ตนั่นมากรีดดูว่าทองคำอยู่ข้างในหรือเปล่าแต่ต้องเอาออกมาจากมือเจ้าเด็กนั่นก่อน แล้วเจ้าเด็กนั่นก็บอกว่าโค๊ตคือลูก...

        เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาเข้าใจคำว่า “ไปไม่เป็น”

        “อา...เธอทำสมองฉันลัดวงจรหมดแล้ว”

        ชายหนุ่มยกมือซึ่งสวมถุงมือหนังขึ้นก่อนซบหน้าผากลงกุมขมับ ครุ่นคิดสักพักจึงตัดสินใจหันไปส่งสัญญาณบอกให้บอดี้การ์ดจัดการต่อ

        “เลิกเล่นได้แล้วชู้รักของมิเกโล เอาโค๊ตมา”

        “อย่าแตะต้องกีตอนนะ!

        “หุบปากเสียที ไม่อย่างนั้นปากเธอจะบวมจนพูดไม่ได้ไปอีกหลายวันแน่”

        “หมายความว่ายังไง อัล เร เนโร”

        เสียงเย็นๆ ของโทนี่ดังขึ้นเบื้องหลัง ฝ่ายผู้มาเยือนที่ยังคงนั่งนิ่งไม่แม้แต่จะหันไปมอง บุรุษสูงใหญ่ได้แต่เพียงหรี่ดวงตาตกๆ ทรงเสน่ห์แบบอิตาเลียนและพรายยิ้มมุมปาก

        โทนี่กรีดดวงตาแบบเอเชียกวาดมองความพินาศรอบห้องด้วยสีหน้าไร้อารมณ์เช่นเดิม เขาวางกุญแจไว้ที่ตะกร้าหน้าประตูก่อนตรงเข้ามาผ่านอัล เร เนโรและบอดี้การ์ดก่อนทรุดกายลงคุกเข่าประคองชาร์ลีไว้

        “ไม่เป็นไรแล้วชาร์ลี ฉันมาแล้ว”

        เด็กหนุ่มยังคงคุดคู้กอดโค้ตแน่นด้วยตัวสั่นเทา ใบหน้าอาบน้ำตาแดงจัดมาถึงใบหู

        “ชาร์ลี”

        “ไม่!

        โทนี่มองดูเสื้อของชาร์ลีที่มีรอยรองเท้าปรากฏชัดเจนแสดงให้เห็นว่าต้องมีใครสักคนวางเท้าลงบนหลังเพื่อนของเขาแน่ เห็นดังนั้นจึงยันกายขึ้นอย่างเชื่องช้า ใบหน้าไร้อารมณ์ที่เปล่งรังสีเกรี้ยวกราดในดวงตาชั้นเดียวมองตรงไปยังใบหน้าหล่อเหลาของอัล เร เนโรซึ่งยังคงยิ้มไม่สะทกสะท้านอย่างใด เด็กหนุ่มกรีดดวงตาต่อไปยังบอดี้การ์ดชุดดำที่ยังคงยืนตามระเบียบพักเตรียมพร้อมด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม

        “ใครทำร้ายชาร์ลี”

        “จะไม่มีใครทำร้ายเขาถ้าเขายอมปล่อยโค๊ตนั่น”

        “โค๊ตของคุณรึไง”

        “ของมิเกโล แต่ทองคำที่ซ่อนอยู่ข้างในนั้นเป็นของดอนเบนิโต”

        น้ำเสียงของทั้งสองยังคงราบเรียบราวกับเอ่ยประโยคบอกเล่าอย่างกินข้าวรึยังหรือไปไหนมา

        โทนี่พยักหน้ารับทราบ เขาพอเดาสถานการณ์ได้แล้วว่าอัล เร เนโรคิดจะฉีกโค๊ตเอาทองคำออกมาแน่ๆ ไม่แปลกที่ชาร์ลีจะปกป้องถวายชีวิตแบบนี้

        บอดี้การ์ดชุดดำที่ยืนอยู่นานและเริ่มไม่พอใจดิ่งตรงเข้ามา เขาเงื้อหมัดขึ้นหวังจะชกหน้าโทนี่ซึ่งยังคงยืนครุ่นคิด แต่ไม่ทันที่หมัดจะเหวี่ยงออก จู่ๆ ร่างบอดี้การ์ดก็ล้มตึงลงไปนอนนิ่งกับพื้น เลือดกบจมูกและปากสิ้นสติไปอย่างไม่รู้เหนือใต้

        อัล เร เนโรที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับนั่งนิ่ง ทุกอย่างรวดเร็วจนหากเมื่อครู่เขาไม่ได้ตั้งใจมองให้ดีอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น

        เด็กหนุ่มซึ่งชูศอกคมขึ้นเบื้องหน้าระดับสายตาปรายมองยังบุรุษที่ยังมีสติอยู่บ้าง

        “แย่จริง...แบบนี้นายก็ยังกลับไม่ได้น่ะสิ บอดี้การ์ดนอนสลบเหมือดอยู่แบบนี้”

        โทนี่เปรยด้วยสีหน้าเรียบนิ่งและลดแขนลงไว้ข้างกายเช่นเดิม

        “ศอก...เธอคือ โทนี่ จา รึไงกัน”

        “คุณรู้จักมวยไทยด้วยเหรอ”

        ใบหน้าไร้อารมณ์ของโทนี่ถึงกับปรายยิ้มขึ้นมานิดหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าเพียงพริบตาเดียวศอกคมกริบของเขาก็สามารถน็อกบอดี้การ์ดชุดดำจนสลบเลือดกบปากได้อย่างง่ายดาย เด็กหนุ่มหันมายืนตระหง่านเบื้องหน้าอัล เร เนโรและหรี่ดวงตาลงมองจนอีกฝ่ายต้องลุกพรวดขึ้นยืนประจันหน้าด้วยอารมณ์หงุดหงิด

        “เลิกเล่นได้แล้วปาติซิเยร์มองโกลอยด์ เอาโค๊ตนั่นมาให้ฉัน”

        “ไหนบอกจำได้ทั้งชื่อทั้งหน้า แค่แป๊บเดียวก็ลืมซะแล้ว เปลี่ยนชื่อจากอัล เร เนโรเป็นอัลไซเมอร์ดีกว่ามั้ย”

        “หุบปากซะโทนี่!

        “ทำไม จะจูบปากฉันเหมือนที่จูบไอ้หนุ่มกีตอนรึไง จูบก้นฉันดีกว่ามั้งกุ๊ยอิตาเลียน”

        มือใหญ่ที่สวมถุงมือหนังล้วงเข้าไปในเวสต์และคว้าปืนพกขนาดเล็กออกมา เขากดปลายกระบอกกดลงกลางหน้าผากของโทนี่ด้วยสีหน้าเดือดดาล ใบหน้าหล่อเหลาที่ราวกับมีเพลิงสุมขบฟันและขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่อีกฝ่ายยังคงมองตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

        “อยากจูบก้นฉันจนทนไม่ไหวรึไง”

        “ปากเธอมันน่าโมโหจริงๆ ฉันจูบเธอได้ทุกที่เลยล่ะแต่ให้ปากกระบอกปืนนี่แทนรอยจูบก็แล้วกัน”

        “เก็บปืนไว้เสียบก้นตัวเองเถอะอัล เร เนโร หรือจะให้ฉันเสียบให้ก็ได้”

        ชายหนุ่มถึงกับขบฟันอย่างเคืองแค้น เขาวาดมือที่ถือปืนออกจากหน้าผากของโทนี่หันไปทางร่างของชาร์ลีที่นอนกอดโค๊ตแน่นอยู่บนพื้นเสียแทน โทนี่จึงกรีดดวงตาชั้นเดียวมองอีกครั้งอย่างครุ่นคิด

        “คิดว่าศอกของฉันกับนิ้วนายอะไรจะเร็วกว่ากัน”

        “ปืนมันลั่นเปรี้ยงปร้างได้เสมอแหละ”

        โทนี่พิจารณาสักพักใหญ่จึงถอนลมหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย

        “เข้าใจแล้ว เก็บปืนซะ”

        เด็กหนุ่มเปรย เขาหันไปคุกเข่าลงข้างกายเพื่อนและวาดมือสัมผัสไหล่ที่สั่นเทาของชาร์ลีอย่างเบามือ

        “ปล่อยเถอะชาร์ลี ฉันอยู่นี่แล้ว ไม่ยอมให้กุ๊ยที่ไหนมาทำอะไรกีตอนของนายหรอก”

        “ใครกุ๊ย!

        “ไม่พูดก็ไม่มีใครบอกว่าลืมเอาปากมาจากอิตาลีหรอกนะ”

        อัล เร เนโรถึงกับขบเขี้ยวอีกครา เขายอมเก็บปืนไว้ในซองด้านในเวสต์เช่นเดิมก่อนทรุดกายลงนั่งอย่างหงุดหงิด

        “ชาร์ลี...”

        “ไม่! เขา...เขาจะกรีดกีตอน...ฮึก...”

        “เดี๋ยวน้ำตาเปื้อนโค้ตนะ”

        ร่างของเด็กหนุ่มที่น้ำตาอาบแก้มกระเด้งขึ้นทันใด ใบหน้าเง้างอนหันไปมองทางอัล เร เนโรที่ยังคงทำหน้าหงุดหงิดอยู่เช่นเดิม

        “ห้ามคุณแตะต้องโค๊ตตัวนี้!

        “ฉันไม่ยุ่งกับโค๊ตของเธอหรอกน่า! แต่ฉันจะเอาทองเข้าใจไหม!

        ชาร์ลีพยักหน้าแบบเกร็งๆ เหมือนจะเข้าใจ

        “งั้น...ผมจะค่อยๆ แกะตะเข็บให้ ถ้ามิเกโลเอาทองใส่เข้าไปคงมีตะเข็บที่เย็บปิด เดี๋ยวผมไปเอาอุปกรณ์เย็บผ้ามาก่อน คุณ...ห้ามตุกติกนะ ถ้าคิดแตะต้องกีตอนล่ะก็...ผมเอาคุณตายแน่”

        ชาร์ลีขู่ฟ่อ เขาคลานไปหยิบกล่องใส่เข็มด้ายระหว่างที่ยังคงจ้องดวงตากลับมาขู่ราวกับแมวหวงปลา สนเข็มไปก็แยกเขี้ยวไป ท่าทางไม่วางใจของชาร์ลีกลับทำให้อัล เร เนโรต้องรีบเอามือปิดปากและหันหน้าหนีไปทางอื่นก่อนที่จะหัวเราะออกมา เขานึกถึงลูกแมวเปอร์เซียตากลมหน้าหงุดหงิดที่บ้านขึ้นมาแทบจะทันที กระทั่งโทนี่เองก็ต้องควบคุมใบหน้าไม่ให้เผลออมยิ้มอย่างยากเย็น

        “เอาเถอะชู้รักของมิเกโล อยากทำอะไรก็เชิญ รีบเอาทองมาให้ฉันก็แล้วกัน”

        ชายหนุ่มเปลี่ยนสีหน้าจากโกรธขึ้งเมื่อครู่กลายเป็นอ่อนโยนลง สักพักก็ต้องเอามือปิดปากและขบขันขึ้นมาเบาๆ ในที่สุดอดรนทนไม่ได้ต้องหันไปทางโทนี่ทั้งที่เมื่อครู่ยังโมโหแทบตาย

        “หึหึ...เพื่อนเธอเป็นอย่างนี้เสมอเหรอโทนี่”

        “ทำนองนั้น”

        เมื่อเห็นว่ากว่าชาร์ลีจะแกะตะเข็บโค๊ตกีตอนแล้วเอาทองออกมาได้คงใช้เวลานาน โทนี่จึงจัดแจงเก็บของที่ถูกรื้อออกมาจนรกจนเรียบร้อยก่อนตรงไปเปิดสวิตซ์กาต้มน้ำ

        “ดื่มชาไหม อัล เร เนโร”

        เด็กหนุ่มเอ่ยถามแขกยามวิกาลไม่ได้รับเชิญพลางหันใบหน้าไร้อารมณ์กลับมามอง อีกฝ่ายที่เพิ่งหยุดหัวเราะได้เมื่อครู่ก็กลับมานั่งไขว่ห้างเชิดคอผยองดั่งราชาเช่นเดิม

        “ชางั้นเหรอ...ชิ...อังกฤษ! คนอิตาเลียนอย่างฉันไม่ดื่มชาอังกฤษหรอกนะ”

        “แปลว่าจะดื่มชาจีน?

        “เธอคิดจะกวนโมโหฉันไปถึงเมื่อไหร่กัน”

        “ลืมไปว่าถึงชงชาดีๆ ให้ก็คงกินไม่รู้เรื่องอยู่ดี มีปากไว้ใช้แค่ขู่ชาวบ้านนี่”

        “โทนี่!

        “อะไร...เนโร”

        เด็กหนุ่มหันมาเรียกชื่อราวกับเล่นหัวอย่างไม่เกรงกลัวจนบุรุษเจ้าของชื่อกัดฟันกรอด

        “เรียกฉันอย่างเคารพว่าอัล เร เนโร! คนเรียกฉันว่าเนโรได้มีแต่ดอนเบนิโตพ่อฉัน”

        “งั้นก็เพิ่มโทนี่เข้าไปอีกคน”

        เด็กหนุ่มไม่ได้ใส่ใจจะเถียงต่อ เขาเปิดช่องแช่แข็งหยิบสารพัดเบอร์รี่ในถุงซิปล็อกกับถาดน้ำแข็งออกมาราวกับไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร ไม่สนใจจะหันไปมองด้วยซ้ำว่าอัล เร เนโรเดือดดาลแค่ไหน โทนี่เปิดตู้หยิบขวด Pimm’sออกมาวางไว้ข้างถุงเบอร์รี่ หลังใส่น้ำแข็งกับเบอร์รี่แช่แข็งจนเต็มเหยือกจึงค่อยเท Pimm’s สีน้ำตาลส้มลงไป 1/3 เหยือก เขย่าเล็กน้อยพอให้เย็นจึงค่อยเทเซเว่นอัพลงไปจนเต็ม โยนเลมอนฝานลงไปลูกหนึ่ง คนนิดหน่อยแล้วยกไปวางให้บนโต๊ะพร้อมกับเทเครื่องดื่มเย็นสีน้ำตาลส้มสวยราวกับน้ำชาลงในแก้วเสิร์ฟให้ ชาร์ลีซึ่งละสายตาออกมาจากกรรไกรตัดด้ายเห็นเข้าก็แทบเนื้อเต้น!

        “ทำไมไม่เสิร์ฟน้ำเปล่าล่ะโทนี่! คุณกราซโซอย่าดื่มหกรดเวสต์กับกางเกงกีตอนนะครับ!

        เด็กหนุ่มหันมาสั่งการระหว่างบรรจงเลาะตะเข็บอย่างใจเย็น

        บุรุษสูงใหญ่รับแก้ว Pimm’sมาจากโทนี่และพิจารณาด้วยสีหน้าเยือกเย็น

        “ประชดฉันรึไงโทนี่ บอกว่าไม่ดื่มชาร้อนไม่ได้หมายความว่าจะดื่มชาเย็น”

        “โง่ก็มีลิมิตบ้างเนโร นั่นมัน Pimm’s”

        “Pimm’s...อะไรคือ Pimm’s

        “Pimm’sก็คือ Pimm’s น่ะสิ”

        “อย่ากวนประสาทฉันโทน