ความเงียบสงัดในเวลาเลยเที่ยงคืนมา 15 นาทีทำให้เสียงกระดิ่งเงินเหนือบานประตูร้านดังชัดเจนยิ่งกว่าทุกครั้ง ชาร์ลีเดินฝ่าความมืดสลัวเข้าไปยังหลังเคานท์เตอร์ เขาเอื้อมมือหยิบถุงพลาสติกขนาดใหญ่จากตะขอแขวนเสื้อและดึงเสื้อสูทกีตอนสีกลีบบัวราคาแพงระยับที่ซักแห้งสะอาดเอี่ยมออกมา แม้พิจารณาผ่านแสงสว่างเล็กน้อยจากแสงสลัวของป้ายไฟเบื้องนอกที่ลอดผ่านกระจกเป่าฝ้าเข้ามา ดวงตาของเด็กหนุ่มก็ยังเห็นความงามของเนื้อสูทชั้นดีได้อย่างชัดเจน

“ลาก่อนที่รัก”

ชาร์ลีขบฟันอย่างอดทนก่อนยื่นคืนให้บุรุษสูงโปร่งที่ยืนขมวดคิ้วอยู่เบื้องหน้า

“เธอเรียกสูทของฉันว่าที่รักแต่กลับไม่ยอมคบกับฉันเนี่ยนะ”

จิโน่โวยวาย เขาอุตส่าห์ตามไปซับน้ำตาให้การีโน่ถึงร้านกาแฟ ต่อด้วยพาไปดินเนอร์และจิบคอกเทลด้วยกันบนยอดตึกสูงเสียดฟ้า สุดท้ายการีโน่ของเขาดันชวนมาเอาเสื้อสูทแทนที่จะยอมใช้เวลาค่ำคืนในโรงแรมหรูกับเขา!

“เอาน่า ฝากคุณดูแลกีตอนสีกลีบบัวดีๆ หน่อยแล้วกัน”

“เธอเป็นแม่มันเรอะถึงได้รักเหมือนลูกในอุทรขนาดเนี้ย!

ชาร์ลียิ้มขำ แต่สักพักก็อดรนทนไม่ได้ต้องโผเข้าไปกอดชายหนุ่มที่ถือสูทอยู่เบื้องหน้า ผิวแก้มสัมผัสผ้าวูลเนื้อเนียนก็ราวกับได้กอดลูกหมีตัวปุกปุยสีชมพูอ่อน ระหว่างนั้นกลับทำให้ชายหนุ่มเจ้าของสูทวางมือวางไม้ไม่ถูก

“ก...การีโน่ เธอกอดฉันแบบนี้...”

“ผมกอดสูทกีตอนต่างหาก”

จิโน่เบะปาก

“เอาล่ะ เอาล่ะ ถ้าเธอยากสวมนักจะลองดูมั้ยล่ะ ถ้ายกให้ได้ฉันยกให้ไปแล้ว แต่ขนาดคงไม่พอดีกับตัวเธอเท่าไร”

ชาร์ลีได้ยินดังนั้นถึงกับหูตาพราว เขากระโดดเหยงออกมามองด้วยดวงตาราวกับแกแลกซี่ทางช้างเผือก ในเมื่อเจ้าของอนุญาตแล้ว เขาก็สวมได้แล้วใช่ไหม!

“ผม...ผมไม่เคยมองว่าคุณเป็นคนดีเลยจนกระทั่งวันนี้นะครับ”

“หึ...ฉันไม่ยักดีใจกับคำชมนี้แฮะ”

เด็กหนุ่มจัดแจงอุ้มสูทกีตอนเข้ามาสวมอย่างรวดเร็ว แม้ปลายแขนเสื้อจะยาวพ้นข้อมือมามากและไหล่ใหญ่เสียจนหลุดจากตำแหน่งปกติ แต่ความลื่นของผ้าไหมซับในมันเงาและความนุ่มอุ่นของเนื้อวูลก็แทบพาให้เขาลอยถึงสวรรค์

จิโน่เห็นท่าทางสุขล้นขนาดนั้นก็ระบายยิ้มเอ็นดู เห็นทีเขาต้องพาการีโน่ที่น่ารักไปตัดสูทกีตอนให้เป็นของขวัญสักตัวเสียแล้ว