อาจารย์คงและไกรทองจัดแจงตระเตรียมสัมภาระสำหรับการเดินทางกลับนนทบุรีอย่างเรียบร้อย เด็กหนุ่มซึ่งหอบย่ามใบน้อยลอบทอดสายตามองไปยังชายคลองด้วยจิตคะนึงหา เขาไม่อาจเอ่ยลาเมียรักเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจากเมืองพิจิตรซึ่งเรื่องนี้ทำให้เศร้าใจยิ่งนัก แต่คิดว่าหากทั้งสองยังรักษาชีวิตไว้ สักวันเขาจะได้กลับมายังเมืองนี้อีกและไปพบกับชาละวันไม่ใช่ในฐานะศัตรูกัน

“ไปกันได้แล้วไกร”

อาจารย์คงเอ่ย เด็กหนุ่มก็พยักหน้ารับทราบและย่ำเท้าตามไปด้วยสีหน้าเศร้าสลด ชายสูงวัยเห็นดังนั้นก็ระบายสีหน้าไม่สบายใจ

“เอ็งยังค้างคาสิ่งใดอยู่อีก หรือไปได้เมียที่ไหนในพิจิตรแล้วคิดจะพากลับนนทบุรีด้วย”

“ป...เปล่าจ้ะ ไปกัน...”

“พี่ไกรจ๊ะ”

เสียงหวานเอ่ยขึ้นจากหลังต้นบุนนาค อาจารย์คงกับไกรทองทอดดวงตามองก็เห็นนางตะเภาทองยืนพรายยิ้มอยู่ด้วยสีหน้าเยือกเย็น

“มีอะไรหรือคุณหนู”

“ฉันทราบจากพ่อว่าท่านอาจารย์กับพี่ไกรจะกลับนนทบุรีแล้ว”

“เป็นดังที่คุณหนูว่า”

อาจารย์คงตัดบท ยามนี้เขาเกรงว่าหญิงสาวจะอ้างตัวว่าเป็นเมียไกรทองแล้วขอให้ไกรอยู่ที่พิจิตรต่อซึ่งเขาไม่ปรารถนาเช่นนั้น แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเดิน นางตะเภาทองก็รีบตรงมาขวางทางไว้เสียก่อน

“อะไรหรือ”

“ฉันมีเรื่องจะไหว้วานพี่ไกรจ้ะ ที่ถ้ำทองยังมีนางวิมาลาเมียอีกคนของชาละวันอยู่ ข้าเกรงว่านางจะได้รับอันตรายหากมีการต่อสู้อีกครั้งจึงอยากให้พี่ไกรช่วยพานางขึ้นมา”

อาจารย์คงมองใบหน้าหญิงสาวอย่างไม่วางใจ

“แต่นั่นเป็นนางจระเข้ หากคุณหนูให้ไอ้ไกรพาขึ้นมา...”

“ข้าไปให้ก็ได้”

ไกรทองรับปากด้วยรอยยิ้มและหูตาแพรวพราว เขายินดีเหลือเกินที่จะได้กลับลงไปยังถ้ำทองอีกครั้ง แต่อาจารย์คงไม่ปรารถนาเช่นนั้นเป็นแน่

“ไม่ได้หรอก นางจระเข้คงไม่ยอมให้พาตัวขึ้นมาเป็นแน่ แล้วยิ่งคืนนี้เป็นคืนเดือนมืด หากไอ้ไกรเจอกับชาละวันก็คง...”

“อาจารย์ก็ลงไปกับพี่ไกรด้วยสิจ๊ะ ฉันขอร้องออกหลวงไว้แล้ว ท่านว่ายินดีติดตามไปด้วยเพราะหากมีทั้งอาจารย์กับพี่ไกรคงปราบชาละวันได้ง่ายกว่าออกหลวงไปคนเดียว ฉันเองก็ได้ย