เสียงนางวิมาลาและนางตะเภาทองร้องไห้โศกาดังลั่นไปทั่วถ้ำทองจนฝ่ายเมียใหญ่ถึงกับขมวดคิ้วอย่างกลัดกลุ้ม หล่อนครุ่นคิดถึงอาการของพญาชาละวันที่ยังไม่สู้ดีนักและรับทราบจากออกหลวงว่าหมอจระเข้ที่จัดการพญากุมภีล์จนงอมพระรามขนาดนี้ยังไม่ตายแถมยังมีลูกศิษย์อีกคนเสียด้วย หากรอถึงคืนเดือนมืดครั้งหน้าเห็นทีลูกศิษย์คนนี้อาจจะบุกลงมาจัดการชาละวันที่ยังบาดเจ็บอยู่เป็นแน่

“ฮือ...จะทำอย่างไรดีพี่หญิง! ถ้าเกิดเจ้าพี่ตายไป...”

“เงียบเสียวิมาลา! ไม่เห็นรึว่าอาการเจ้าพี่ดีขึ้นแล้ว เหลือเพียงรอให้แผลภายในที่โดนไฟอาคมหายดีเสียก่อน”

“แล้วยังแผลต้องหอกที่ต้นขา...”

“อีกไม่นานก็หายแล้วล่ะ นั่นมันหอกสัตตโลหะเชียวนะ ต้องใช้เวลาฟื้นตัวหน่อยสิ”

แม้จะได้ฟังดังนั้นแต่วิมาลาก็ยังคงร่ำไห้ต่อไปไม่หยุด

ฝ่ายนางตะเภาทองกลับนิ่งเงียบด้วยสีหน้าวิตก หล่อนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงขยับพับเพียบคลานเข่าเข้ามาใกล้เลื่อมลายวรรณที่เอนกายพิงหมอนและพัดวีอยู่อย่างสงบ

“พี่หญิงเจ้าคะ หากพ่อข้าจ้างหมอจระเข้มาเพราะต้องการแก้แค้นที่เจ้าพี่พาตัวข้ามา ข้ายินดีกลับขึ้นไปที่บ้าน บางทีพ่ออาจจะยกเลิก...”

“เจ้าจะกลับไปเสียก็ได้หากว่าไม่เหลืออะไรให้อาวรณ์ที่ถ้ำทองนี่”

เลื่อมลายวรรณเปรย หล่อนกรีดดวงตาคมกริมที่งามอย่างน่าฉงนมองใบหน้าหวานซึ้งของตะเภาทอง ฝ่ายหญิงสาวได้ยินพี่ใหญ่เอ่ยดังนั้นก็น้ำตาไหลปรี่ ร่างบางคลานเข้าไปซบแนบเนินอกนูนแน่นที่พันผ้าแถบไว้อย่างโศกเศร้า

“พี่หญิงก็ทราบว่าข้าไม่อยากกลับไป ข้าปรารถนาจะอยู่ปรนนิบัติเจ้าพี่ชาละวันที่เมตตาข้า และข้าอยากอยู่เคียงข้างพี่หญิงที่รักใคร่ทะนุถนอมข้า อยากอยู่กับวิมาลาสหายรักของข้า หากกลับไปก็ต้องถูกบังคับให้แต่งงานกับคนที่ข้าไม่ได้รักชอบ”

หล่อนโอบเอวเมียเอกแน่นด้วยน้ำตา ฝ่ายวิมาลาได้ยินดังนั้นก็รี่เข้ามาโอบทั้งสองไว้และร่ำไห้เช่นกัน

เลื่อมลายวรรณเห็นเมียรองทั้งสองตระหนกตื่นก็แสนเวทนา หล่อนจำต้องปกป้องทั้งภัสดาและเมียทั้งสองในฐานะเมียเอกให้ได้ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดเห็นทีจะไม่พ้นขึ้นไปกำจัดหมอจระเข้ที่บัดนี้คงอาการสาหัสเช่นกัน

ภายในหมู่เรือนของเศรษฐีคำบัดนี้เงียบสนิท ไม่มีแม้แต่ผู้เดียวกล้าย่างเท้าออกนอกเรือนในยามวิกาลหลังทราบข่าวว่าอาจารย์คงหมอจระเข้เสียท่าให้กับชาละวัน กระทั่งดวงประทีปก็ยังถูกดับจนมืดมิดเพราะกลัวว่าหากจระเข้เห็นแสงไฟเข้าอาจจะตามไปกินผู้คนถึงในเรือนก็ได้

นกเค้าแผดคอราวกับส่งสัญญาณให้เมฆดำลอยพ้นจากจันทร์เสี้ยวที่พรายแสงนวลสว่างเพียงน้อยนิด อึ่งอ่างตะเบ็งคอแข่งกับจักจั่นเรไรที่ร้องระงมไปทั่วชายคลอง แต่พลันลมลูกใหญ่โบกพัดแรงจนหลังคาใบจากสั่นเสียแทบเปิด เมื่อลมสงบ เสียงระงมเมื่อครู่ก็กลับเงียบวังเวงจนน่ากลัว

เลื่อมลายวรรณย่องเข้าไปในเรือนรับรองอย่างเงียบเชียบ ครั้งนี้หล่อนร่ายอาคมพรางกลิ่นจระเข้ไว้เรียบร้อยเพราะทราบดีว่าบนเรือนนี้มีขุนขาณคีรินทร์คู่ปรับเก่าของหล่อนพำนักอยู่ด้วย หญิงสาวแง้มประตูบานแรกและมองเห็นบุรุษที่คิดถึงเมื่อครู่นอนกอดร่างเด็กหนุ่มผิวเข้มอยู่ ทั้งสองหลับสนิทไม่มีวี่แววจะได้ยินเสียงหล่อนแม้แต่น้อย เห็นดังนั้นจึงคลี่ยิ้มออกมาด้วยนึกชมในใจว่าขุนขาณคีรินทร์มีชายหนุ่มในสังกัดมากเหลือจริงๆ

หล่อนเดินไปยังอีกห้องหนึ่งก็พบว่ามีบุรุษนอนหลับอยู่ แขนซ้ายที่วางพาดบนหน้าท้องมีผ้าพันไว้เพียงแค่ปลายแขนไร้ซึ่งมือซ้าย ตรงตามรูปพรรณที่ชาละวันเล่าว่าเขาตัดมือหมอจระเข้ได้ข้างหนึ่ง หล่อนย่างตรงเข้าไปด้วยใจระทึกจนถึงข้างเตียง มือหนึ่งชักกริชสั้นที่เหน็บเอวออกมาและเงื้อขึ้นหมายจะจ้วงแทงเสียให้ตาย แต่เพียงไม่ถึงคืบก่อนที่ปลายกริชจะจมลงบนอก อาจารย์คงก็เหลือกลืมตาและเอื้อมมือจับแขนหญิงสาวกระชากตวัดลงให้หล่อนลงนอนบนเตียงเสียแทน

“หล่อนเป็นใคร”

ชายสูงวัยเอ่ยถาม เขาริบกริชออกจากมือหญิงสาวและเขวี้ยงขึ้นเพดานไปปักอยู่บนขื่อ แม้จะพยายามปรับสีหน้าให้สงบเรียบนิ่งแต่เม็ดเหงื่อที่ผุดพรายและใบหน้าซีดเซียวก็เป็นหลักฐานว่าความเจ็บปวดจากบาดแผลไม่ได้ทุเลาลงแม้แต่น้อย หากเผลอกระพริบตานิดเดียวเขาอาจจะล้มตึงลงพังพาบกับพื้นเลยก็เป็นได้

เลื่อมลายวรรณพิจารณาบุรุษที่คร่อมอยู่เหนือร่างหล่อนอย่างสงบ บุรุษผู้นี้มีรอยสักน้ำมันดำทมึนทั่วร่าง หลายลายเป็นรูปจระเข้ซึ่งเป็นหลักฐานชี้ชัดว่าคือหมอจระเข้แน่แท้ รูปร่างแน่นหนักด้วยกล้ามเนื้อไร้ซึ่งรอยเหี่ยวย่นคาดเดาได้ว่าหากสัมผัสคงแข็งดังเหล็กกล้า ท่าทางปราดเปรียวคล่องแคล่ว แม้จะรูปร่างเล็กกว่าพญาชาละวันแต่ก็จัดว่าสูงโปร่งกว่าชายสยามโดยทั่วไปอยู่พอควร ใบหน้าไม่อาจบอกได้ว่าหล่อเหลา ออกจะซื่อและดูหนุ่มกว่าอายุที่หล่อนได้ทราบข่าวลือมาอยู่โข แต่ด้วยสายตาที่ดูฉลาดเช่นนี้หล่อนค่อนข้างรู้สึกกังวลว่าจะต่อรองได้สำเร็จหรือไม่

“ข้าพเจ้าชื่อเลื่อมลายวรรณ เป็นเมียของพญาชาละวัน”

“หล่อนเป็นจระเข้หรือมนุษย์ ข้าไม่ได้กลิ่นจระเข้เลย”

หญิงสาวคลี่ยิ้ม อย่างไรเสียหล่อนก็เป็นจระเข้เจ้าจากพิษณุโลกที่มีอาคมแก่กล้าไม่แพ้วงศ์กุมภีล์แห่งลุ่มน้ำพิจิตร อย่าว่าแต่กลิ่นจระเข้เลย ต่อให้มองผ่านดวงตาจอมขมังเวทย์ก็ไม่อาจเห็นร่างจริงของหล่อนได้ คิดดังนั้นจึงปั้นหน้าแสร้งโศกน้ำตาร่วงหล่น

“ข้าพเจ้าถูกชาละวันลักตัวไปเนิ่นนานแล้ว ครั้งนี้ก็ถูกบังคับให้มาสังหารหมอจระเข้ที่ปราบภัสดาของข้าเสียหมอบ หากไม่ทำก็จะถูกทุบตี”

อาจารย์คงรับฟังอย่างสงบ เขายันกายออกมาและช่วยดึงร่างหญิงสาวให้ลุกขึ้นนั่งพับเพียบบนที่นอน ส่วนตนเองก็ทรุดกายลงไปนั่งกับพื้นไม่ไกลนัก แม้เพียงขยับกายไม่มากแต่จังหวะหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยก็ยิ่งทำให้หญิงสาววางใจ

“ชาละวันยังไม่ตายรึ”

“ยังจ้ะ แข็งแรงดีมากเลยด้วย”

“หากแข็งแรงแล้วทำไมจึงใช้ผู้หญิงมาทำการใหญ่ วิสัยขี้ขลาดหรือไร”

หญิงสาวถึงกับทำหน้าไม่ถูก

“เอ่อ...เพราะเจ้าพี่ชาละวันรู้ว่าถ้าส่งจระเข้ขึ้นมาท่านก็ต้องจับได้ จึงส่งข้าขึ้นมาเสียแทน ท่านอาจารย์โปรดเมตตาปล่อยข้าไปเถิด หากข้าไม่ทำเช่นนี้ก็จะต้องถูกลงทัณฑ์”

อาจารย์คงมองหน้าหญิงสาวที่บีบน้ำตาโศกด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง สักพักก็ยิ้มออกมาและพร่ำหัวเราะเบาๆ พาให้เลื่อมลายวรรณต้องมองผ่านความมืดสลัวอย่างแปลกใจ

“ท่านอาจารย์ขบขันด้วยสิ่งใด”

“หล่อนพูดจาเสียราวกับละคร แต่เอาเถอะ ข้าจะช่วย...”

“ท่านอาจารย์ไม่ต้องช่วยอะไรหล่อนหรอก”

เสียงประตูเปิดดังโครม ออกหลวงย่างตรงเข้ามาด้วยลมหายใจกระหืดหอบและกระชากข้อมือหญิงสาวลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีโกรธขึ้ง

“อะไรหรือออกหลวง”

ชายสูงวัยเอ่ยถาม

“นางนี่มันนางจระเข้เมียเอกของชาละวัน หากอาจารย์พลั้งเผลอเพียงนิดอาจเสียท่ามันได้ อย่างน้อยนางนี่ก็เคยฆ่าลูกน้องของข้าไปถึงสี่คนแล้ว”

อาจารย์คงดูจะแปลกใจไปพอสมควร

“แล้วออกหลวงจะทำอย่างไรกับหล่อน”

“ข้าจะจับนางขังไว้เสียก่อน เมื่อกำจัดชาละวันแล้วก็จะพิจารณาโทษภายหลัง ท่านอาจารย์เห็นว่าอย่างไร”

ชายสูงวัยคลี่ยิ้มเห็นงาม เขายันกายลุกขึ้นอย่างยากเย็นเพื่อกลับไปยังเตียงนอนอีกครั้ง

“ตามที่ออกหลวงเห็นควรเถิด ข้าขอบคุณที่ท่านช่วยเหลือนำหมอและหยูกยามารักษา บุญคุณนี้ข้าจะต้องตอบแทนแน่”

“ดีใจที่ท่านอาจารย์ฟื้น”

บุรุษสูงใหญ่โน้มศีรษะลา เขาอุ้มพาหญิงสาวออกจากห้องและปิดบานประตูอย่างรวดเร็ว หล่อนถึงกับขบฟันอย่างแค้นเคือง

“ขัดจังหวะเสียเหลือเกินนะ ไม่เห็นต้องรีบร้อนเพราะหลังจากจัดการหมอจระเข้นั่นได้ เราจะเข้าไปจัดการเจ้าถึงห้องแน่”

ออกหลวงถึงกับแค่นหัวเราะในลำคอ เขาวางหญิงสาวลงและมองอย่างดูแคลน

“อย่าได้ดูเบาอาจารย์คง หล่อนคงไม่รู้ว่าใต้ผ้าคาดเอวมีมีดดาบที่ตีจากสัตตโลหะซ่อนอยู่ด้วย เพียงแค่หล่อนเผยธาตุแท้ออกมาแม้แต่น้อยว่าเป็นนางจระเข้ อาจารย์คงคงไม่รอช้าสังหารหล่อนแน่ ดีที่หล่อนทิ้งกลิ่นไว้ใต้เรือน ลมหอบขึ้นมาปะจมูกเราจึงรีบตามมาได้ทัน”

เลื่อมลายวรรณได้ยินจึงเพิ่งระลึกได้ว่าออกหลวงลากตัวหล่อนออกมาเพื่อช่วยเหลือ แต่ถึงกระนั้นหญิงสาวก็ยังไม่วางใจ ใบหน้างามจ้องดวงตาตรงไปยังบุรุษที่ยังคงเย็นชาไม่เปลี่ยน เมื่อสบทางจึงหันหลังรีบวิ่งแต่ก็ไม่ทันอ้อมแขนที่ตวัดร่างบางเข้ามาไว้ในอ้อมกอดอย่างรวดเร็ว

ร่างสะโอดสะองอวบอัดดิ้นพล่านในอ้อมกอด หล่อนวาดมือทุบตีแผ่นอกอาละวาดเสียจนออกหลวงต้องถอนใจอย่างเหน็ดเหนื่อย เขาโอบใบหน้าหญิงงามขึ้นมาจุมพิตดูดดึงปลายลิ้นดื่มด่ำนุ่มนวลเสียจนเสียงประท้วงไม่อาจลอดออกมาได้ จนเมื่อร่างที่ขัดขืนเริ่มสงบแล้วจึงถอนริมฝีปากออกมา

“นิ่งได้เสียทีนะเลื่อมลายวรรณ”

หญิงสาวเขินอายจนแก้มแดง แต่หล่อนก็ยังเชิดใบหน้านางพญาและยอมยืนอย่างสงบในที่สุด

“เจ้าไม่พิสมัยผู้หญิงไม่ใช่รึไงขุนขาณคีรินทร์”

“เราได้ทั้งหมดแหละ จะชาย หญิง หรือจระเข้ก็ไม่เกี่ยง”

“มักมากสำส่อน!

“เงียบได้แล้ว เราจะขังหล่อนไว้ที่นี่จนกว่าจะปราบชาละวันสำเร็จ”

บุรุษสูงใหญ่ลากมือหญิงสาวเข้าไปยังห้องๆ หนึ่ง เขาโยนหล่อนจนล้มโครมลงที่พื้น บุรุษสองคนที่ปูผ้านอนอยู่ถึงกับสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ

“อ...ออกหลวง!

เด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ย เขาช่วยจับหญิงสาวที่คิดจะลุกหนีแต่ก็ล้มลุกคลุกคลานจนต้องโอบร่างลงไปนอนกลับพื้น สัมผัสนุ่มนวลของเนินอกทำให้เด็กหนุ่มเขินอายจนต้องหลับตาปี๋โดยที่มือยังกระชับแน่น อีกคนหนึ่งควานหาแว่นตาแล้วรีบจุดประทีป เมื่อได้เห็นหญิงสาวขาวผ่องงามจับใจก็ถึงกับมือไม้สั่นเกือบทำประทีปหล่น

“ฝากพวกเจ้าดูแลหล่อนอย่าให้หนีไปได้ จะมัดหรือทำอย่างไรก็ตามใจ หล่อนชื่อเลื่อมลายวรรณเป็นเมียชาละวัน เป็นนางจระเข้เจ้าที่เคยฆ่าทหารเราไปแล้ว 4 คนดังนั้นอย่าได้ประมาท”

“ข...ขอรับ”

“ปล่อยฉันนะ!

“อย่าโวยวายไป สองคนนั่นคือทหารองครักษ์ของเราเอง”

“คิดจะให้ลูกน้องมาขืนใจฉันอีกรึไงขุนขาณคีรินทร์!

หญิงสาวกัดฟันกรอดอย่างเคืองแค้น ฝ่ายออกหลวงก็มิได้ตื่นกลัวแต่อย่างใด เขายังคงฉาบใบหน้าไร้อารมณ์เช่นเดิม

“สองคนนี้ไม่เลวเหมือนเจ้าพวกนั้นหรอก ไม่รู้เคยผ่านผู้หญิงมาแล้วหรือยัง ถ้าหล่อนจะอนุเคราะห์สอนให้ก็จะเป็นพระคุณ”

ว่าแล้วก็หันหลังกลับไปปิดประตูโดยไม่กล่าวอะไรอีก สององครักษ์เมื่อเห็นว่านายไปแล้วจึงจัดแจงปล่อยหญิงสาวออกจากอ้อมแขน สองหนุ่มนั่งคุกเข่าและจับจ้องไปยังรูปร่างบาดใจและผิวกายขาวละเอียดอย่างไม่อาจละสายตาได้ ยิ่งใบหน้างามคมยั่วเย้าราวกับเป็นนางพรายก็แทบทำให้ใจเต้นจนหายใจหายคอไม่ออก

“เอ่อ...เลื่อมลายวรรณใช่มั้ยจ๊ะ ฉันชื่อสิน นี่พี่ฉันชื่อแสง เราเป็นพี่น้องหัวปีท้ายปี”

เด็กหนุ่มที่อยู่ในวัยราวไม่เกินสิบแปดปีเอ่ย เขายังคงเขินอายเสียจนหลบตาหญิงสาวเป็นระยะแต่ได้ไม่นานก็ต้องลอบเงยขึ้นมองด้วยความหลงใหล

แสงซึ่งสวมแว่นตามีท่าทีนิ่งสงบกว่า เขาจัดแจงจัดผ้าปูพื้นให้เรียบร้อยและเชิญหญิงสาวให้นอนพักผ่อน

“หล่อนนอนตรงนี้ก็ได้ ข้าจะไปนอนที่อื่นเอง”

“ฉ...ฉันก็เหมือนกัน เลื่อมลายวรรณปูผ้าสองผืนเลยดีกว่าจ้ะ พื้นมันแข็ง”

สินจัดแจงปูผ้าของเขาทับอีกชั้นให้และจัดเป็นการดี

ว่าแล้วสองคนก็ลุกขึ้นไปเอนนอนหนุนแขนขวางหน้าประตู หญิงสาวเห็นก็เผลอขบขันออกมา ที่จริงจะมัดหล่อนไว้ไม่ให้หนีก็ได้แต่กลับเลือกไปนอนขวางประตูเสียแทนแล้วยังยกผ้าปูนอนให้หล่อนอีก ท่าทางสองคนนี้เป็นสุภาพบุรุษอย่างที่ออกหลวงว่าไว้ไม่ผิด แต่จะทนมองไปได้อีกสักกี่น้ำ สุดท้ายจิตใจระยำจัญไรของผู้ชายก็ต้องเผยออกมาอยู่ดี

เด็กหนุ่มงัวเงียลืมตาขึ้นเมื่อรู้สึกได้ว่าบุรุษสูงใหญ่เอนกายลงนอนบนที่นอน เขาปรายดวงตามองนอกหน้าต่างก็เห็นว่าฟ้ายังมืดอยู่จึงยันกายลุกขึ้นนั่งและมองร่างของออกหลวงที่นอนอยู่ข้างกาย

“พี่ขาลไปไหนมาจ๊ะ นานเชียว”

“จัดการอะไรนิดหน่อย เราทำให้ตื่นเหรอไกร”

เด็กหนุ่มส่ายหน้า

“เปล่าหรอกจ้ะ ฉันกังวลเรื่องอาจารย์จนนอนไม่ค่อยหลับอยู่แล้ว แต่พี่ขาลหลับต่อ...”

“เราสอนวิธีปราบชาละวันให้ไหม”

บุรุษสูงใหญ่เอนกายขึ้นนั่ง เขามองใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มอย่างพิจารณาก่อนโอบเข้ามารับริมฝีปากจุมพิตดูดดื่มแสนพิศวาสเช่นเคย ไกรทองรู้สึกได้ว่าครั้งนี้ต่างออกไปเล็กน้อยเนื่องจากปลายลิ้นไม่เพียงโลมเล้า แต่กลับไล้เลียเพดานปากสร้างกระแสเสียวซ่านยิ่งขึ้นเสียจนผิวกายใต้องค์เอวลุกชัน ร่างกายอ่อนระทวยเสียจนต้องโอบท่อนแขนแข็งแกร่งเบื้องหน้าไว้ จนเมื่อริมฝีปากคลายออก เด็กหนุ่มก็ถึงกับหล่นฮวบลงสิ้นแรงในอ้อมกอด

“เขี้ยวเพชรของชาละวันอยู่ที่เพดานปาก หากอยู่ในกายจระเข้ก็ให้เอาประคำปลุกเสกโยนเข้าไปในปากแล้วว่าคาถา แต่หากอยู่ในกายมนุษย์ก็จงสัมผัสเขี้ยวเพชรเสียด้วยลิ้นหรือปลายนิ้วเจ้าแล้วว่าคาถาเสื่อมอาคมเขี้ยวเพชร”

ออกหลวงกระซิบคาถาให้เด็กหนุ่มในอ้อมแขนรับทราบ

“เมื่อเขี้ยวเพชรเสื่อมชาละวันก็ไม่อาจอยู่ยงคงกระพันได้เหมือนเคย ให้รีบเอาหอกสัตตโลหะแทงเสีย แต่หากยังหาจังหวะไม่ได้ก็จงเอาลูกประคำปลุกเสกโยนใส่มัน ใส่ปากเลยได้ก็ยิ่งดี อาจารย์คงสอนคาถาปลุกประคำหรือยัง”

เด็กหนุ่มพยักหน้า

“งั้นก็ดี แต่ทั้งหมดนี้ชาละวันอาจจะยังไม่ตาย จงใช้เทียนระเบิดน้ำปลิดชีวิตมันเสีย”

“ต...แต่เทียนระเบิดน้ำมันแรงมากนะพี่ขาล ดีไม่ดีจะระเบิดเป็นชิ้นหาศพไม่เจอด้วยซ้ำ”

ไกรทองแค่จินตนาการก็สยดสยองเสียจนมือสั่น ยิ่งเมื่อคิดว่าชาละวันในร่างชายหนุ่มสง่างามต้องแหลกละเอียดเขาก็เกินทำใจได้ ดวงตาถึงกับร้อนผ่าวจนมีสายน้ำตาร่วงออกมา

ออกหลวงเห็นเช่นนั้นก็แสนสงสาร เขาโอบใบหน้าไกรทองเข้ามาซบแนบอกและลูบศีรษะปลอบประโลม

“ท่าทางเธอไม่น่าจะปราบชาละวันได้เลยนะไกร”

“พี่ขาลก็รู้ว่าข้ารักมันขนาดไหน”

“แต่ถ้าคิดจะยอมไปตายเสียเองก็จงคิดใหม่ คงไม่อยากให้อาจารย์คงเห็นเธอตายต่อหน้าต่อตาใช่ไหม”

“ข้าไม่อยากตาย แล้วก็ไม่อยากให้ชาละวันตายด้วย”

บุรุษสูงใหญ่พรายยิ้ม ความรักของเด็กหนุ่มช่างน่าเอ็นดูเสียเหลือใจ เขาโน้มใบหน้าลงกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู น้ำเสียงทุ้มชวนให้ไกรทองสะท้านไปถึงในอกจนหัวใจแล่นระรัว

“ลงไปถ้ำทองแล้วพานางตะเภาทองกลับมาคืนเศรษฐีคำสิ บางทีเศรษฐีคำอาจจะยกเลิกการทำศึกกับจระเข้เจ้าก็ได้”

ออกหลวงหลอกล่อ ครั้งที่เขาอุ้มพาร่างชาละวันซึ่งสะบักสะบอมจากการต่อสู้กับอาจารย์คงลงไปยังถ้ำทอง หญิงสาวนางหนึ่งที่ยืนหน้าซีดเซียวมีใบหน้าคล้ายกับนางตะเภาแก้วมาก หล่อนต้องเป็นตะเภาทองน้องสาวที่ชาละวันพาลงไปแน่ๆ

“นางตะเภาทองยังไม่ตายรึ พี่ขาลรู้ได้อย่างไร”

“เจ้าก็รู้วิสัยชาละวันดี จระเข้เจ้าจะต่อสู้กับมนุษย์ต่อเมื่อถูกรุกราน แต่วิสัยชอบลักเมียชาวบ้านและปากว่ามือถึงคงแก้ไม่ได้”

ออกหลวงตอบแถไถไปอย่างนั้นเพื่อปิดบังเรื่องที่ตนลงไปเห็นมาเองกับตา

ไกรทองดั่งเกิดปัญญา เขาคลี่ยิ้มออกมาและพนมมือประณตไหว้แนบอกชายหนุ่มด้วยความรู้สึกขอบคุณเหลือประมาณ

บุรุษสูงใหญ่ไล้เส้นผมเด็กหนุ่มอย่างเอ็นดู เขาปรายดวงตาไปทางบานประตูที่แง้มเปิดอย่างแผ่วเบาและเห็นว่ามีดวงตาแอบมองอยู่ ใบหน้าหล่อเหลาถึงกับคลี่ยิ้มทลายหน้ากากนิ่งเฉยแทบจะทันที เรื่องนี้มันช่างสนุกเสียยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการเป็นร้อยเท่าพันเท่า เมื่อครู่ยังคิดว่าจะนอนพักแต่ในเมื่อมีแขกไม่ได้รับเชิญมาถึงหน้าประตูขนาดนี้เห็นทีไม่เล่นสนุกให้ดูคงไม่ได้เสียแล้ว

“ข้าไม่รู้จะขอบคุณพี่ขาลอย่างไรดี”

“อยากขอบคุณเราก็มิยาก จะช่วยให้เรานอนหลับสบายเสียหน่อยได้ไหมไกร”

ฝ่ายที่ฟังทำหน้าเหรอหรา ไกรทองมองดูชายหนุ่มเอนหลังพิงหมอนสามเหลี่ยมอย่างสบาย มือใหญ่ปลดผ้านุ่งออกเผยส่วนสัดใหญ่โตราวกับงูหลาม น่าเกรงขามเสียจนเพียงแค่มองก็ครั่นคร้ามไปทั่วอก เด็กหนุ่มวาดดวงตามองใบหน้าออกหลวงอีกครั้งและเห็นว่าไม่ล้อเล่นแน่ จึงบรรจงดึงผ้านุ่งที่ปิดบังผิวกายสีน้ำผึ้งของตนออกบ้างอย่างเขินอาย

“พี่จะเยดข้าหรือให้ข้าเยดพี่”

“เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น”

ไกรทองถึงกับหน้าเหยเก แต่เมื่อเอ่ยปากแล้วว่าจะตอบแทนน้ำใจที่ออกหลวงมีให้เสมอและสิ่งนี้ก็อยู่ในวิสัยที่เขาทำได้ก็ไม่อาจกลับคำ เด็กหนุ่มโน้มใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มลง สองมือประคองผิวกายที่เริ่มลุกชันขึ้นมาก่อนเริ่มไล้ปลายลิ้นลูบเลียจนถ้วนทั่วถึงลำโคน เมื่อปลุกอสรพิษให้ตื่นขึ้นแล้วจึงค่อยประทับริมฝีปาดบดลงยังปลายยอดฉ่ำชุ่ม กลืนกินทีละน้อยให้ความร้อนผ่านแผ่นลิ้นสอดลึกไปถึงลำคอ ความใหญ่โตแม้ทำให้อึดอัดไปบ้างแต่ก็ไม่ได้แย่นัก

ออกหลวงก้มลงมองการปรนนิบัติด้วยรอยยิ้มพึงใจ ชายหนุ่มวาดมือสอดเส้นผมสีดำสนิทเบื้องล่างอย่างเสน่หาก่อนจะดึงกระชากจนใบหน้าหล่อคมเงยออก เขาลากมือลงเชยคาง สอดสองนิ้วสัมผัสแผ่นลิ้นอุ่นร้อนชุ่มฉ่ำของไกรทองที่ผุดพรายใบหน้าเร้าอารมณ์เหลือประมาณ

“ขยับลิ้นให้มากกว่านี้ แล้วมือน่ะ เล่นเสียกับตัวเองด้วยก็ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่อิ่มเอมกันทั้งสองฝ่าย”

ชายหนุ่มสอนงานพาให้ไกรทองรู้สึกขอบคุณเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบเท่า เด็กหนุ่มบรรจงดื่มกินแท่งเหล็กไหลร้อนระอุเบื้องหน้าต่อ ครั้งนี้เขาป่ายมือลงไล้ผิวกายที่เริ่มร้อนแข็งของตนตามคำสอนซึ่งยิ่งพัดพาให้อารมณ์แตกกระเจิงยิ่งขึ้น จนเมื่อรู้สึกได้ว่าบุรุษเบื้องหน้าสอดปลายนิ้วบดลึกรุนรานไปยังสัดส่วนสงวนเร้นลับอย่างลื่นไหล ทั้งกายก็สะดุ้งเฮือก

“เอาจริงรึพี่ขาล”

“ไม่อยากได้วิชาเพิ่มอีกรึ”

ไกรทองหูตาแพรวพราว เขายินดีดูดดื่มผิวกายต่อและรับการรุกรานที่เพิ่มเป็นสามอย่างอดทน จนเมื่อออกหลวงเห็นว่าแรงรัดอุ่นร้อนเริ่มนุ่มนวลแล้วจึงดึงร่างเด็กหนุ่มขึ้นมาโอบกอด แผ่นหลังสีน้ำผึ้งสัมผัสกับแผ่นอกที่ตีแน่นด้วยแนวมัดกล้ามและผ้าทับที่พันปิดแผลไฟลวกที่ท้อง ความร้อนดั่งแท่งเหล็กเสียดสีเบื้องล่างจนรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งน่าเกรงขาม มือใหญ่เด็ดดึงยอดอกจนเด็กหนุ่มสะดุ้งเป็นการเปิดฉากให้ออกหลวงบดกายแทรกเข้าไปทีละน้อย

“อ๊า!! ไม่ได้แน่พี่ขาล! พี่ใหญ่เกินไป!

“ไม่อยากรู้เหรอว่าครั้งหน้าเมื่อได้ชาละวันเป็นเมียต้องทำยังไง”

เสียงทุ้มกระซิบล่อลวง ดวงตาของออกหลวงปรายมองไปทางประตูอีกครั้งและเห็นว่าบานประตูปิดลง ดวงตาที่ลอบมองอยู่หายไปแล้ว เห็นดังนั้นก็เผลอคลี่ยิ้มและหัวเราะเบาๆ ในลำคอ

“พี่...พี่ขาล ไม่เห็นสนุกเลย ข้าเจ็บ”

เด็กหนุ่มโอดครวญ ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มที่เคยห้าวหาญเสมอบัดนี้งอแงราวกับเด็กน้อย บุรุษเบื้องหลังจึงเชยคางวาดใบหน้ามารับจุมพิตนุ่มนวลปลอบประโลมก่อนถอนกายออกมา

“อ้าว ไม่เยดต่อแล้วเหรอพี่”

“นี่ก็เป็นบทเรียนเช่นกัน หากเมียเจ็บก็ไม่ต่างกับขืนใจ ดังนั้นเป็นหน้าที่เจ้าต้องเรียนรู้ให้อีกฝ่ายหฤหรรษ์อิ่มเอมให้ได้”

“หร...เหรอจ๊ะ”

บุรุษสูงใหญ่เบียดกายบดผ่านร่องผิวเบื้องล่างของไกรทองเสียดสีผิวกายที่เพิ่งผลิบานไปเมื่อครู่ แรงเสียดเสียวแล่นปลาบไปทั่วกาย มือใหญ่แยกขาของเด็กหนุ่มออกกว้างและตรึงไว้ระหว่างสองเข่าของเขา โอบมือมาด้านหน้ารวบรัดความร้อนที่ลุกชันของตัวเองควบรวมเข้ากับผิวกายที่สลดลงของไกรทองก่อนเริ่มดึงรั้งทีละน้อย อีกมือหนึ่งเด็ดดึงยอดอกพร้อมจับจูบซับซอกคอเร้าอารมณ์จนไกรทองส่งเสียงครวญ

“อา...พี่ขาลมีวิชาดีเหลือเกิน แต่ข้าขอโทษที่รับพี่ไม่ไหวนะ จะมีใครแข็งแรงขนาดทนโดนพี่เยดได้บ้างไหมเนี่ย”

ออกหลวงขบขัน เขาปรายตาไปทางประตูอีกครั้งและรู้สึกเสียดายที่ดวงตาลอบมองเมื่อครู่ไม่ดูเสียให้จบ หากดูต่อเขาคงได้จัดการกินศิษย์รักให้ชมเป็นขวัญตาแน่

“คนที่ทนได้น่ะเหรอ หากเปี่ยมวิชาอาคมและแข็งแกร่งมากกว่าเจ้าก็คงทนได้กระมัง”

ชายหนุ่มกระซิบด้วยเสียงรื่นใจ ฝ่ายไกรทองก็ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด

“มากกว่าข้า...ก็มีแต่ชาละวันกับอาจารย์คงเท่านั้นแหละ”

พูดแล้วไกรทองก็หัวเราะร่วนก่อนจะหันร่างกลับไปโอบแขนรอบคอออกหลวง จุมพิตบดริมฝีปากเพื่อเรียนรู้ลีลาต่อ

บานประตูไม้ปิดลงอย่างเงียบเชียบ อาจารย์คงเดินตรงกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยหัวใจที่ยังคงเต้นรัวไม่หยุด แรงสะเทือนในอกหนักหน่วงเสียจนกระแทกแผ่นอกและกระดูกซี่โครงที่ป่นละเอียดสร้างความเจ็บปวดจนต้องขบฟันอดทน เมื่อครู่เขาเกิดนึกห่วงออกหลวงขึ้นมาว่าอาจเสียท่าให้นางจระเข้หรือไม่จึงลอบเดินตามไปยังห้อง แต่ภาพที่ปรากฏกลับกลายเป็นไกรทองศิษย์รักลักลอบเล่นชู้อยู่กับออกหลวงอย่างถึงรส ไม่มีทีท่าว่าเด็กหนุ่มจะขัดขืนแม้แต่น้อย เห็นดังนี้ก็กลัวจนตัวสั่น

เขาเลี้ยงไกรทองมากับมือก็รู้ว่าเป็นเด็กดีและซื่อตรงไม่เคยข้องแวะอบายมุข กระทั่งมีหญิงสาวชาวบ้านมาติดพันก็ไม่ยอมเคยละทิ้งหน้าที่ฝึกซ้อมให้เสียงาน ตกดึกเป็นต้องฝึกทำอาหารเพื่อเซ่นสรวงบูชาเทวดาและจัดแจงตระเตรียมอาวุธเพื่อใช้ต่อสู้ ไม่มีทางที่จะลอบเช่นชู้ในยามคับขันเช่นนี้ ดังนั้นไกรทองอาจถูกออกหลวงใช้ไสยศาสตร์ลวงล่อให้เล่นรักโดยปล่อยวางภารกิจหลักในการปราบชาละวันก็เป็นได้

คิดดังนั้นบุรุษสูงวัยก็นอนลงและพยายามสงบใจ ร่างกายที่เจ็บปวดเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บแสบกรีดหัวใจ เขาจะต้องเค้นความจริงออกมาให้ได้ และหากพบว่าออกหลวงล่อลวงไกรทองจริง

...คนที่ตายจะไม่ใช่แค่ชาละวันแน่

ริมชายคลองที่เงียบสงบไร้ผู้คน แสงแดดอุ่นยามเช้าและลมที่หอบเอาไอเย็นจากน้ำขึ้นมาไม่ช่วยให้ในอกของเด็กหนุ่มลดความร้อนรุ่มไปได้ ไกรทองจัดโต๊ะสำหรับบูชาเทวดามากมายเตรียมพร้อมกับการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ครั้งนี้ไม่เห็นเงาหัวไทยมุงแม้สักคน เนื่องว่าครั้งก่อนอาจารย์คงเสียท่าให้ชาละวันถึงขนาดผ่านเดือนมืดที่แล้วจนถึงเดือนมืดนี้ก็ยังไม่อาจลุกขึ้นจากที่นอนได้ ดังนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่ศิษย์อย่างไกรทองจะเอาชนะศึก เมื่อเห็นดังนั้นชาวบ้านจึงหลบลี้ขังตัวอยู่ในเรือนกันหมดไม่กล้าแม้แต่จะยื่นจมูกเข้ามาดม

เด็กหนุ่มกำลูกประคำปลุกเสกที่คล้องรอบคอและบริกรรมคาถาบูชา มือหนึ่งกระชับหอกสัตตโลหะเหน็บไว้เบื้องหลัง อีกมือคว้าเทียนระเบิดน้ำมาเตรียมจุด ผิวกายสีน้ำผึ้งเข้มประดับรอยสักน้ำมันมากมายเผยออกนอกเสื้อยันต์สีแดงจัดเมื่อสายลมโบกแรง จนเมื่อลมสงบไร้ซึ่งเสียงใบไม้ไหว ไกรทองจึงจุดเทียนและโยนลงน้ำ แรงระเบิดแหวกม่านน้ำปรากฏให้เห็นร่องหินทอดลึกลงยังเบื้องล่างเปิดทางสู่ถ้ำทองอย่างง่ายดาย

ฝ่ายพญาชาละวันได้รับทราบจากโยธาว่าบัดนี้หมอจระเข้หนุ่มแน่นดำเนินลงมาตามเส้นทางสู่ถ้ำทองแล้ว เขากุมมือลงที่ต้นขาซึ่งแม้จะเหลือความปวดเพียงเล็กน้อยแต่แผลก็ยังไม่ติดดี ภายในร่างกายที่บอบช้ำจากไฟมายาสีน้ำเงินไม่หายยังคงรู้สึกร้อนระอุโดยเฉพาะในอก หัวใจเต้นหนักราวกับกลองลั่นระรัว ความพิโรธของพญากุมภีล์ยิ่งทวีคูณเมื่อทราบจากเมียรองทั้งสองว่านางเลื่อมลายวรรณที่อาสาขึ้นไปจัดการหมอจระเข้กลับเสียท่า ไม่รู้ว่าหล่อนถูกจับตัวไว้หรือถูกสังหารสิ้นไปแล้วเนื่องจากไม่อาจสืบข่าวได้

วิมาลาและตะเภาทองคลานเข่าเข้ามาหาพญาชาละวันที่ยังคงนั่งสงบบนอาสนะกลางท้องพระโรง นางทั้งสองกราบลงแนบบาทและเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

“เมียเราทำไมทำหน้าเศร้าแบบนั้น”

ชายหนุ่มเอ่ยถาม

“น้องเป็นห่วงพี่หญิงเจ้าค่ะ”

วิมาลาตอบ

ชาละวันหรี่ตาลงก่อนจะหันไปมองทางอื่นอย่างเหนื่อยใจ เขาผ่อนลมหายใจลงเล็กน้อยเมื่อคิดว่าหมอจระเข้บุกลงมาจะถึงถ้ำทองและภัสดาของพวกหล่อนบาดเจ็บขนาดนี้แต่พวกหล่อนกลับเป็นห่วงเลื่อมลายวรรณ!

“เมียเรา...รักกันดีเหลือเกิน”

“พวกเราห่วงเจ้าพี่ด้วยค่ะ น้องอยากอยู่ที่ถ้ำทองนี่ อยากอยู่ปรนนิบัติเจ้าพี่ อยู่กับพี่หญิงกับวิมาลา เจ้าพี่โปรดปกป้องพวกเราด้วยนะเจ้าคะ”

ตะเภาทองวอนขอทั้งน้ำตา

พญากุมภีล์ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจ เขาควรดีใจที่เมียทั้งสามรักใคร่สามัคคีไม่เคยมีเรื่องตบตีให้เขาร้อนใจแม้เพียงครั้งเดียว แต่ที่น่าเสียใจอาจจะเพราะรู้แก่ใจว่าพวกนางไม่ได้ปรารถนาตัวเขาเท่าไร แต่ถึงอย่างนั้นหน้าที่ภัสดาก็ต้องปกป้องพวกหล่อนให้ถึงที่สุด

“ไม่ต้องกังวลไป พี่จะปกป้องถ้ำทองแห่งนี้ไม่ยอมให้มีใครมาพรากเมียพี่ไปจากอกได้แม้ว่าจะต้อง...ฆ่าหมอจระเข้ก็ตาม”

คำสุดท้ายเขาบดฟันด้วยสีหน้าขมึงเครียด

ร่างโยธาจระเข้ในคราบมนุษย์นอนบาดเจ็บโอดครวญอยู่ตามทางตั้งแต่ท่าน้ำในถ้ำทองไปจนถึงห้องโถงใหญ่ ไกรทองกระชับหอกสัตตโลหะในมือแน่น เขาดิ่งตรงไปถีบบานประตูท้องพระโรงออกและได้เห็นร่างพญากุมภีล์นั่งบนอาสนะทองคำ เชิดลำคอสง่างามในชุดเลื่อมลายฟ้าเขียวประดับแก้วแหวนและสังวาลกะไหล่ทองงดงามยิ่งกว่าที่เคยปรากฏกายเหนือผิวน้ำ แค่ได้เห็นบุรุษหล่อเหลางดงามราวกับเทวบุตรเด็กหนุ่มก็ใจเต้นรัวจนน้ำตาเอ่อ สายตาปราดมองดูไม่เห็นว่าชาละวันบาดเจ็บที่ใดก็รู้สึกโล่งใจเหลือเกิน

“มาแล้วรึ หมอจระเข้”

เสียงทุ้มเอ่ย ใบหน้างดงามดุดันเบิกดวงตาสีเพลิงอัมพันน่าสะพรึงกลัว พญากุมภีล์หันใบหน้าไปทางอาสนะรองเคียงข้างไม่ห่างไปนัก จึงเห็นว่าท้าวรำไพผู้เป็นปู่ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์มากเหลือและเมียทั้งสองก็กำลังจับจ้องหมอจระเข้หนุ่มอย่างตึงเครียดเช่นกัน

ไกรทองเห็นดังนั้นก็ปลดลูกประคำออกจากคอมาพันไว้ที่ข้อมือ เขาปรายมองเมียทั้งสองของชาละวันและเห็นว่ามีนางหนึ่งมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับนางตะเภาแก้วลูกสาวเศรษฐีคำ

“ข้าไม่ได้มาร้าย! ขอเพียงเอ็งยอมคืนลูกสาวเศรษฐีคำและไม่ขึ้นไประรานกัดกินมนุษย์ ข้าก็จะยอมกลับไปโดยดี!

ชาละวันได้สดับก็ใจหายวาบ เขาหันไปสบใบหน้าตะเภาทองและเห็นว่าหล่อนน้ำตานองหน้า หญิงสาวพนมมือไหว้และวอนขอไม่ให้คืนหล่อนกลับไปยังบ้านพ่อ

ฝ่ายท้าวรำไพจระเข้เฒ่าผู้ทรงศีลยันกายลุกขึ้นยืน เขาเดินตรงไปประจันหน้ากับไกรทองโดยที่ชาละวันเองก็ยังไม่อาจคาดเดาแผนของปู่ได้

“พ่อหนุ่ม วงศ์กุมภีล์อย่างพวกเรามีศักดิ์ศรีไม่กัดกินมนุษย์เป็นอาหารดอก หากจะทำร้ายมนุษย์ก็ด้วยเหตุประการเดียวคือถูกรุกราน ดังเช่นที่เจ้าทำกับโยธาของเรา”

มือข้างหนึ่งของท้าวรำไพคืนเป็นกรงเล็บจระเข้ซึ่งปกคลุมด้วยเกล็ดสีฟ้าเขียว ปลายเล็บคมกริบส่องประกายดั่งนิลกาฬ ใบหน้าชายชราแม้ปกคลุมด้วยหนวดเคราแต่กลับเปล่งประกายดูดุดันดั่งนักรบที่ผ่านศึกมามากจนประเมินกำลังของศัตรูได้ ไม่มีเค้าหวาดกลัวแม้แต่น้อยราวกับรู้แล้วว่าใครจะได้ชัยไปในศึกนี้

“ที่ข้าตีกบาลพวกข้างนอกนั่นข้าขอโทษ! แต่ชาละวันมันลักลูกสาวเศรษฐีคำมานะปู่ ก็คืนลูกสาวเขาไปสิ หล่ออย่างนี้หาเมียใหม่ไม่ยากหรอก”

ไกรทองต่อรองดั่งเด็กน้อยพาให้ชาละวันต้องซบใบหน้าลงบนฝ่ามืออย่างหมดแรง ไกรของเขานั้นหนา...บทจะซื่อก็ซื่อเสียจนเกินบรรยาย เหตุนี้เขาจึงหยุดรักไม่ได้เสียที

ท้าวรำไพได้สดับก็นิ่งคิด ความที่มีวิสัยไม่ชอบการสู้รบและอยู่ในศีลในธรรมเสมอจึงไม่ต้องการให้ความอยุติธรรมเข้าครอบงำวงศ์กุมภีล์ เขาหันไปถามหลานชายด้วยน้ำเสียงทุ้มทรงอำนาจ

“จริงรึพญาชาละวัน”

“อะไรจริงหรือท่านปู่”

“ที่ท่านลักตัวลูกสาวมนุษย์มาเยี่ยงคนพาล”

แม้สรรพนามที่เรียกจะให้เกียรติราชาแห่งถ้ำทองซึ่งมีศักดิ์เป็นหลาน แต่หากชาละวันประพฤติตนนอกจารีตจริง ชายชราก็จะไม่รอช้าคืนหญิงสาวให้ตามที่ไกรทองต้องการ

“ไม่จริงเจ้าค่ะท่านท้าวรำไพ!

เสียงเล็กเอ่ย ตะเภาทองลุกขึ้นด้วยตัวสั่นเทา สองมือประสานกลางอกส่งแรงสั่นไปทั่วจนแทบยืนไม่อยู่ ชายชราหันไปมองดูและสั่งให้หล่อนเอ่ยความจริงออกมา

“ดิฉันยินดีติดตามเจ้าพี่ชาละวันมาเจ้าค่ะ เป็นเมียอย่างเต็มใจ มิได้โดนลักตัวมาดังที่ถูกกล่าวหา”

ไกรทองมองหน้าหญิงสาวด้วยดวงตาเหรอหรา เขารีบหันไปสบตาชาละวันและวอนขอในใจว่าคืนนางตะเภาทองมาเถิด เรื่องจะได้จบลงโดยไม่มีใครต้องเจ็บตาย

พญากุมภีล์เชิดใบหน้าบนอาสนะทองคำอย่างนิ่งสงบ เขาเก็บซ่อนความร้อนรนในอกไว้ได้อย่างแนบเนียนทั้งที่ใจพลุ่งพล่านแทบระเบิด บุรุษหนุ่มรู้ดีแก่ใจว่าไกรทองไม่ปรารถนาจะสู้กับเขาแน่จึงเสนอทางนี้ แต่ในเมื่อตะเภาทองเป็นเมียเขา และเมียก็ไม่ต้องการกลับไปเบื้องบน เขาคงไม่อาจปล่อยให้ไกรทองพานางไปได้

ท้าวรำไพเห็นดังนั้นก็แจ้งแก่ใจ ชายชราหันกลับมาและวาดฝ่ามือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บคมกริบขึ้น เขาพุ่งตรงเข้าไปยังกายหมอจระเข้ด้วยความรวดเร็ว พริบตาเดียวชายชราผมหงอกก็คืนกายเป็นจระเข้เจ้าตัวใหญ่ราวสองเท่าของจระเข้ทั่วไป ฟาดแพนหางเข้ากลางท้องจนไกรทองกระเด็นลอยไปกระแทกผนังและกระอักโลหิตออกมา

“ท่านปู่!

ชาละวันลุกพรวดขึ้นตะโกน เขาหน้าเสียเพราะรู้ฝีมือของท้าวรำไพดี แม้มีความเมตตาและความยุติธรรมเหลือล้นแต่ไม่เคยปรานีผู้บุกรุก ดังนั้นจนกว่าจะปลิดชีพไกรทองได้ ท่าวรำไพไม่ยอมรามือแน่

เด็กหนุ่มยันกายออกมาจากผนังหินด้วยสีหน้าจุกล้นอก

“อย่าสู้กันเลยปู่! ข้าแค่จะมาพา...”

“เจ้าคิดจะพรากเมียออกจากอกผัวรึไง!

เด็กหนุ่มได้ฟังก็น้ำตาเอ่อ เขารู้ดีแก่ใจว่าการต้องพรากจากคนรักเป็นเรื่องเจ็บช้ำจนกลัดหนองในอกเพียงไหน แต่เขาไม่ต้องการสู้กับชาละวัน!

“ปู่จะโกรธข้าก็ได้ แต่ข้าต้องพาลูกสาวเศรษฐีคำกลับไป ดังนั้นปู่หลบไปเถอะ”

ชายชราตั้งท่าพร้อมรบเมื่อได้ยินคำประกาศชัดแจ้งจากไกรทอง เขาผ่อนลมหายใจราวกับปลุกพลังจระเข้เฒ่าผู้ทรงศีลซึ่งครั้งหนึ่งมีฝีมือไม่เป็นรองใครในลุ่มน้ำพิจิตร

“เจ้าก็รู้เจ้าหนุ่มว่าคนพาลคือเจ้า! ในตอนนี้พญาชาละวันคือผู้ครองถ้ำทองอย่างชอบธรรม นางตะเภาทองก็เป็นเมียอย่างชอบธรรม เจ้าเสียอีกเป็นแขกอัปรีย์ที่บุกมาแย่งเมียเจ้าบ้านอย่างน่าละอาย เราคงไม่อาจปล่อยให้เจ้าเหิมเกริมมากไปกว่านี้ได้แล้วหมอจระเข้!

“โธ่ปู่!

เด็กหนุ่มระบายสีหน้าโศก ด้วยสติปัญญาน้อยนิดเขาได้พยายามเจรจาเท่าที่จะทำได้แล้ว ทั้งที่เขาเพียงแค่ต้องการจบศึกอย่างสงบและได้เคียงข้างชาละวันอีกครั้ง แต่ยามนี้อาจจะทำไม่ได้แม้เพียงคิด เรื่องเฉพาะหน้าเห็นทีว่าต้องเป็นการเอาชีวิตรอดจากกรงเล็บท้าวรำไพให้ได้เสียก่อน

“อโหสิให้ข้านะปู่”

ไกรทองเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้า เขาวิ่งตรงไปยังปากจระเข้เฒ่าเงื้อมือหมายจะพุ่งหอกสัตตโลหะเข้ากลางศีรษะ แต่ฝ่ายเท้ารำไพก็เบี่ยงตัวตวัดแพนหางมาฟาดอย่างรวดเร็วพาให้เด็กหนุ่มต้องกระโดดหลบ จังหวะกระโดดนี้เข้าทางคมเขี้ยวจระเข้ แต่เพียงอ้าปากออก เด็กหนุ่มที่ได้รับการสอนสั่งจากอาจารย์คงก็เห็นช่องโหว่ เขาโยนประคำปลุกเสกเข้าในปากจระเข้เฒ่าและบริกรรมคาถาพลันไฟสีน้ำเงินก็ลุกท่วมร่างจนต้องดิ้นราวกับถูกย่างในไฟนรก

“ท่านปู่ถอยมาก่อน! ข้าจะเอาลูกประคำออกให้!

พญากุมภีล์ตะโกนลั่น

“อย่าเข้ามาชาละวัน! มันไม่ใช่แค่...”

เสียงระเบิดดังสนั่นถ้ำทอง โลหิตและเศษเนื้อมากมายกระเด็นกระจายไปทั่ว น่ากลัวจนทุกคนคิดตรงกันว่าหากนรกมีจริงก็คงเป็นภาพเช่นนี้ สองเมียกรีดร้องและเป็นลมสิ้นสติไปแทบทันที พญาชาละวันซึ่งยืนอยู่หน้าอาสนะทองคำถึงกับเบิ่งมองอย่างไม่เชื่อสายตา ริมฝีปากเขาสั่นเสียจนไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้ มีเพียงน้ำตาเท่านั้นที่ไหลอาบแก้มราวกับสายน้ำตกโดยไม่มีสีหน้าโศกแม้แต่น้อย บนใบหน้าหล่อเหลาที่เปื้อนโลหิตมีเพียงเพลิงแค้นลุกท่วมนัยน์ตาสีทองอัมพันเพียงเท่านั้น

ไกรทองยืนกระชับหอกสัตตโลหะในมือและจ้องตรงไปยังชาละวันอย่างไม่กริ่งเกรง สองตาของเด็กหนุ่มมีน้ำตาไหลอาบเช่นกัน ไม่มีแววโศกเศร้าให้กับการตายของท้าวรำไพเนื่องว่าเขาเองก็ฆ่าจระเข้มานับไม่ถ้วน แต่ที่น้ำตาไหลบ่าเช่นนี้เพราะรู้ดีว่าชะตากรรมของเขากับชาละวันจะไม่มีวันได้เคียงคู่กันอีกต่อไปแน่

“กลับไปแจ้งกับเศรษฐีคำด้วยว่านางตะเภาทองจะไม่กลับไป”

พญากุมภีล์เอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ ใบหน้านิ่งสงบยังอาบน้ำตา

“หากเอ็งดื้อดึงก็คงต้องสู้กัน”

“ศึกหน้าจะรอให้เสร็จงานศพก่อนได้หรือไม่ หมอจระเข้”

คำกล่าวอย่างเย็นชาของพญาชาละวันส่งแรงสะเทือนถึงในอกจนไกรทองไม่อาจเก็บสีหน้าได้อีก ร่างเด็กหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งทรุดลงคุกเข่า ใบหน้าคมเข้มร่ำไห้ราวกับเด็กเป็นเสียงดังลั่นโถงใหญ่แต่น่าเสียดายที่บัดนี้คนได้ยินมีเพียงพญาชาละวันซึ่งก็โศกเศร้าไม่แพ้กัน

“ข้ารักเอ็ง! ข้าไม่ได้อยากให้กลายเป็นแบบนี้! ได้ยินไหมว่าข้ารักเอ็ง!

เด็กหนุ่มที่คุกเข่าเงยหน้าขึ้นมาวอนขอ ฝ่ายที่รับฟังก็ระบายความเจ็บร้าวทั่วดวงตาจนต้องยกมือขึ้นมาปิดใบหน้าที่เบือนหนีเพราะไม่อาจเก็บความโศกเศร้าไว้ได้

“กลับไปเถิดหมอจระเข้ อย่าให้เราฆ่าเจ้าตรงนี้เลย”

“ชาละวัน!

“กลับไป!

พญากุมภีล์เสกแส้ที่ปกคลุมด้วยเกล็ดจระเข้ขึ้นมาในมือ เขาฟาดตรงไปยังร่างของไกรทองอย่างรวดเร็ว แม้เด็กหนุ่มกระโดดหลบได้ทันท่วงทีแต่ปลายก็ตวัดผ่านแผ่นอกเป็นแผลคมกริบราวกับมีดบาด เลือดสดไหลชุ่มเสื้อยันต์สีแดงอย่างน่ากลัว

ยังไม่ทันได้ตั้งตัว พญาชาละวันดิ่งตรงรวดเร็วราวกับสาวฟ้าไปปรากฏกายอีกครั้งหน้าร่างของไกรทองดั่งหายตัวได้ บุรุษสูงใหญ่ใช้สายแส้รัดคอเด็กหนุ่มไว้แน่น ฝ่ายไกรทองที่หายใจไม่ออกก็ดิ้นพล่านทั้งที่ใบหน้ายังโศกเหลือประมาณ เขาอยากวอนขอให้เปลี่ยนใจอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นใบหน้าพญากุมภีล์ผู้เป็นที่รักก็เหลือจะเวทนาจนหยุดน้ำตาไม่ได้

“จะฆ่าข้า...แล้วเอ็ง...ร้องไห้ทำไม”

เด็กหนุ่มที่แทบหมดลมหายใจแค่นกระซิบถาม ชาละวันได้ยินถึงกับห้ามสายน้ำตาไม่ได้ เขายังคงร่ำไห้ด้วยใบหน้าสงบนิ่งแต่โศกเศร้าเหลือล้น ใบหน้างามเหนือมนุษย์โน้มลงประทับริมฝีปากอย่างแผ่วเบา จุมพิตดื่มด่ำที่หวานล้ำกลับขมเสียจนไกรทองไม่อาจทนได้ เขารู้ดีว่านี่คือจูบลาและไม่ปรารถนาจะยอมรับ เพียงไม่นาน ภาพรอบตัวก็มืดมิด สติสัมปชัญญะดังวูบลงไปพร้อมกับความหวังที่ภาพรักแสนสุขริมน้ำจะกลับมาได้ดังเดิม

            สวัสดีค่า ^_^

            ตอนนี้เศร้าค่ะ เวลาเขียนตอนเศร้ามันยากมากกกกก...ที่จะใส่อีโรติคไปในตอนเดียวกันน่ะค่ะ แต่นี่คือนิยายอีโรติคดังนั้นต่อให้เศร้าแค่ไหนก็ต้องมีเซ็กซี่บ้างค่ะ ตัวละครใหม่ที่ก็ไม่ค่อยมีบทเท่าไหร่แต่ถึงกับมีชื่อเป็นของตัวเองคือสองพี่น้ององครักษ์ของออกหลวง แสงเป็นพี่ (สวมแว่น) และสินเป็นน้อง แว่นตามาจากไหน!! คนเขียนเองก็ถามในใจค่ะ แต่คิดว่ามัน cool ดีก็เลยใส่เข้าไปด้วย ขนาดจะเขียนชื่อเมืองยังต้องเปิดปีค.ศ.เทียบเลยค่ะ กลัวช่วงปีนั้นมันยังไม่มีเมืองนี้ แต่แว่นตา...เอาเหอะ มัน cool ดี

            ออกหลวงยังคงมีแผนการร้านที่ยังไม่ผุดพรายออกมาค่ะ เจตนาสอนมวยให้ไกรทองและท่าทางเป็นคนดีต่อหน้าอาจารย์คงแท้จริงอาจจะเป็นเพียงหน้ากากขี้โกงก็ได้ เลื่อมลายวรรณผู้แสน cool อีกคนก็โดนจับซะแล้ว อีกสองเมียร้องไห้กันระงมเชียว อันนี้ชาละวันต้องทำใจนิดนึงค่ะเพราะเมียๆ รักกันมาก ส่วนคู่รักกุ๊กกิ๊กชาละวันไกรทองเห็นทีจะสมานแผลยาก พ่อไกรระเบิดท้าวรำไพไปซะแล้ว งานนี้มีศึกล้างแค้นค่ะ

            ตอนถัดไปออกหลวงจะเริ่มแย้มพรายความร้ายกาจออกมาทีละน้อย การชำระแค้นของชาละวันจะทำให้ใครต้องตายบ้าง แสงกับสินตกลงกินกันเองหรือเป็นของหวานให้ออกหลวงมาตั้งนานแล้ว! โปรดติดตามค่า

ภาพเศร้าๆ ฟินๆ จากตลาดน้ำคลองสระบัว อยุธยา ขอบคุณภาพจาก >>ที่นี่<< ค่ะ


Comment

Comment:

Tweet

คงไม่ใช่ว่าอีกหน่อยออกหลวงจะเล่นอาจารย์คงด้วยหรอกนะ**เอามือทาบอก** มาม่ามากค่ะTT o TT มันเศร้าไปแล้ว แต่ที่เศร้ากว่าคือไม่รู้ตอนนี้ใครผัวใครเมีย(ผิด) ลุ้นมากจริงๆค่ะ รอติดตามตอนต่อไปนะคะพี่บลู //ไกรทองน่ารักมากค่ะ 

#1 By ME (171.5.141.69|171.5.141.69) on 2015-05-01 18:12