ร่างของเด็กหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งที่ถูกมัดติดเสาเอกไว้แน่นดิ้นส่ายเสียจนเชือกที่รัดรอบเริ่มบาดผิวและมีโลหิตไหลซึม ไกรทองโวยวายและพยายามจะฉีกเส้นเชือกออกให้ได้ หากเป็นเชือกธรรมดาคงมิยาก แต่นี่เป็นเชือกลงอาคมของอาจารย์คงดังนั้นหากไม่ถอนด้วยอาคมก็จะไม่มีวันคลายเด็ดขาด

“ปล่อยข้าพี่ขาล! ข้าต้องไปช่วยอาจารย์”

ออกหลวงซึ่งนั่งเอนหลังพลิกตำราใบลานอ่านอย่างสงบจึงเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าของเขาพรายยิ้มแฝงแววเลือดเย็นอยู่ภายใน รอยยิ้มเช่นนี้ปรากฏบ่อยขึ้นจนกระทั่งองครักษ์ที่ติดตามมาด้วยถึงกับทักนายอย่างแปลกใจ ด้วยว่าเดิมนายของตนนั้นราวกับสวมหน้ากากนายกองผู้น่าพรั่นพรึงและไม่แสดงความรู้สึกใดเลยผ่านสีหน้าหรือแม้กระทั่งแววตา แต่เมื่อมายังเรือนเศรษฐีคำ ใบหน้าที่เคยแห้งแล้งอารมณ์กับอุดมสมบูรณ์ด้วยรอยยิ้มทะนงองอาจและเหี้ยมเกรียมเจือสนุกเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

“อย่าดิ้นไปเลยไกร อาจารย์คงขอร้องให้เรามัดเจ้าไว้เสียก่อนเพื่อรักษาชีวิต”

“ถ้าอาจารย์เป็นอะไรข้าก็จะขอตายตามอาจารย์...”

“อย่าพูดโง่ๆ! อาจารย์คงสู้อุตส่าห์เลี้ยงเจ้ามาจนโตขนาดนี้จึงได้ฝากฝังสำนักให้เจ้าดูแล คิดจะเนรคุณไปตายให้พ่อเห็นกับตารึไง!

เสียงทุ้มทรงอำนาจประกาศเตือนจนเด็กหนุ่มสลดลงอีกครั้ง

“แต่พี่ขาลจะให้ข้าทนดูพ่อตายไปกับตา...”

“อาจารย์คงจึงให้มัดเจ้าไว้ที่นี่อย่างไร”

ไกรทองถึงกับน้ำตาอาบแก้ม เขายินยอมถูกมัดแต่โดยดีในที่สุดและสงบปากลงด้วยอารมณ์เศร้าท่วมท้นเต็มอก เห็นแล้วออกหลวงก็แสนเวทนาจนต้องเข้าไปวาดมือใหญ่เช็ดผิวแก้มซับน้ำตาให้

“ไม่ต้องร้อง”

“ข้าไม่หนีแล้วล่ะ จะยอมอยู่ตรงนี้ พี่ขาลไปช่วยอาจารย์ได้ไหม”

เด็กหนุ่มเงยใบหน้ามองอย่างวอนขอ ฝ่ายที่ได้เห็นก็อดจะเอ็นดูเสียไม่ได้ ชายหนุ่มถึงกับก้มหน้าลงจูบพวงแก้มซับน้ำตาให้ด้วยใจแสนอาทร