ภายในตำหนักท้ายดงตาลที่เงียบสงบ เสียงลมพัดกระทบยอดตาลดังราวกับเสียงใบกล้วยแห้งเสียดสีในยามพายุฤดูร้อนพัดโหม ความสงบจนแทบเป็นสงัดเช่นนี้ไม่สู้จะทำให้ผู้พำนักวางใจเท่าใด ด้วยว่าชวนให้จินตนาการไปถึงสุสานหรือคฤหาสน์ร้างแสนวังเวงเสียมากกว่า ตำหนักนี้ห่างไกลจากพระราชวังหลวงโดยมิมีใครรู้ว่าไกลเพียงใด ด้วยเพราะบาทวิถีที่ดำเนินมายังท้ายดงตาลมิใช้ทางเดินธรรมดา แต่เป็นมิติมายาที่ไม่อาจหยั่งระยะทางได้หากดำเนินผ่านตามปกติ นอกจากนั้นการที่ไม่มีกลิ่นปทุมมาจากสระบัวลอยปะจมูกก็คาดเดาได้ว่าคงไม่อยู่ในระยะที่จะเหาะกลับไปยังพระราชวังหลวงได้เป็นแน่

นางพิรากวนนั่งพับเพียบบนอาสนะอย่างนิ่งเงียบ หล่อนหย่อนแขนลงยังหมอนสามเหลี่ยม อีกมือถือพัดด้ามจิ้วและเนิบนาบพัดโปรยแรงลมอ่อนเบาอย่างเชื่องช้า ไวยวิกนั่งสงบอยู่เบื้องหน้ามารดา เช่นเดียวกับองคตที่นั่งตัวแข็งมองดูแม่ลูกนิ่งเฉยไม่เอ่ยวาจาใดออกมาแม้แต่น้อย

ความไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศเงียบสงัดทำให้วานรกายสีเขียวขยับกายเข้ามากระซิบบอกพญายักษ์ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“เอ่อ...ข้ากลับตำหนักนู้นก่อนดีไหม”

วานรกายสีมรกตเสนอ เขาเคยอยู่แต่กับเหล่าวานรเสียงดังจ้อกแจ้กตลอดเวลาจึงไม่คุ้นชินเท่าใดกับความเงียบสงัดเช่นนี้

นางพิรากวนปรายหางตามายังแขกจากทัพพระรามอย่างไร้รอยยิ้ม เมื่อเห็นลิงหนุ่มทำท่ากระซิบกระซาบกับบุตรชายอยู่นั่นแล้ว หล่อนจึงวางพัดลงบนตักด้วยกิริยาผู้ดีก่อนจะหันใบหน้ามามองอย่างจริงจัง

“เจ้าเป็นใครมาจากไหนกัน วานรเขียว”

นางเอ่ยปากถาม องคตจึงได้ทราบว่าเขายังไม่ได้แนะนำตัวเลย

“ข้าชื่อองคต เป็นวานรในทัพพระรามน่ะท่านแม่”

องคตทักทายอย่างกันเองเสมือนแม่เพื่อน

คำตอบเบิกให้นางพิรากวนกริ้วขึ้นทันใด

“ข้าไม่ใช่แม่เจ้า”

แม้ไม่อาจเก็บสีหน้าไม่พอใจได้ แต่หล่อนก็ยังคงควบคุมเสียงให้เนิบนาบดั่งผู้ลากมากดี

ท่าทางแม่ผัวตัวร้ายทำเอาองคตอ้าปากยิ้มค้าง ไม่สิ...ต้องเป็นแม่ยายต่างหาก เขาคิดในใจ

“ท่านแม่เรียกข้ากับองคตมาด้วยกิจใดหรือ”