ท่ามกลางแสงระยับของรัตนชาติมากมายที่ประดับภายในทิพยานรถแก้วเวไชยันต์ มหาบุรุษกายสีเขียวนวลประทับนั่งบนราชอาสน์อย่างผ่าเผย ขนาบซ้ายขวาด้วยพระลักษมณ์และพระยาพิเภก องค์ทอดดวงเนตรมองโยธาวานรลาดตระเวณที่ประนมมือถวายรายงานด้วยเสียงสั่น

“เจ้าบอกว่าเห็นองคตถูกยักษ์ทำร้ายจนสลบแล้วลักพาตัวไปอย่างนั้นหรือ”

สุครีพและหนุมานหันไปมองหน้ากันอย่างแปลกใจเมื่อได้สดับเสียงดั่งเส้นพิณพลิ้วกังวาน

“แปลกจังท่านน้า องคตออกจะฤทธิ์มากขนาดนั้น ทำไมปล่อยให้โดนฟันสันมือป้าบเดียวสลบได้เนี่ย”

หนุมานเอ่ยถามสุครีพแต่ก็ดังมากพอที่จะได้ยินครบทั้งวง วานรลาดตระเวณจึงหันมาเฉลยความเพิ่มเติม

“คาดว่าเพราะท่านองคตมัวแต่จับผ้านุ่งอยู่พะย่ะค่ะ”

“จับผ้านุ่ง?

สุครีพและพิเภกประสานเสียง

“พะย่ะค่ะ ตอนนั้นท่านองคตกำลังจ๊ะกะดึ๋ยอยู่กับวานรหนุ่มหน้าตาดีที่มีหางเป็นปลา แล้วจู่ๆ ก็มีพญายักษ์กายสีม่วงอ่อนถือกล้องยาพ่นควันปุ๋ยๆ โผล่มาพร้อมกับร่างยักษ์ม่วงแก่นอนพังพาบอยู่บนพื้น สงสัยยักษ์ม่วงอ่อนถือกล้องยาจะเป็นพ่อตา เพราะพอท่านองคตเห็นก็ตระหนกจนจัดผ้านุ่งเป็นการใหญ่ เลยไม่ทันสังเกตว่ามียักษ์อีกตัวลอบทำร้ายจากด้านหลังพะย่ะค่ะ”

โยธาวานรเอ่ย ฝ่ายที่รับฟังถึงกับเหลือกตาตะลึงค้าง จริงอยู่ว่าองคตเป็นวานรเจ้าสำราญ แต่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าองคตพิสมัยหนุ่มๆ ด้วย

หนุมานขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด

“นี่เจ้านั่นคงเห็นเราหวานแหววกับดาร์ลิ้งมากเกินไปจนอยากลองจ๊ะกะดึ๋ยกับหนุ่มๆ เองสิเนี่ย”

ลิงเผือกพึมพำ ซึ่งไม่ได้ทำให้สุครีพสบายใจขึ้นแม้แต่น้อย

พิเภกพิจารณาแล้วเห็นว่าการณ์นี้น่าห่วงเหลือเกิน

“ทูลองค์ราม ข้าไม่แน่ใจว่าพญายักษ์ที่ทำร้ายองคตจนหมอบเป็นใคร แต่พญายักษ์กายสีม่วงอ่อนถือกล้องยาพ่นควันปุ๋ยๆ เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากมหาบพิตรไมยราพณ์ผู้ครองกรุงบาดาลเป็นแน่ และวานรหนุ่มหน้าตาดีที่มีหางเป็นปลาเห็นจะไม่พ้นมัจฉานุ โอรสบุญธรรมของไมยราพณ์”

ใบหน้าพระรามเรียบนิ่งอย่างสงบ

“เพิ่งมีข่าวดีเรื่องสุครีพหักฉัตร กลับมีข่าวร้ายที่องคตถูกลักพาไปที่เมืองบาดาลเสียแล้ว”

หนุมานพยักหน้าเห็นด้วยและกล่าวเสริมต่อ

“จากที่มีอริเป็นท้าวทศกัณฐ์แห่งลงกาคนเดียว ครั้งนี้เห็นทีว่าโจทก์จะเพิ่มเป็นองค์บพิตรไมยราพณ์แห่งกรุงบาดาลด้วยนะท่าน เจ้าองคตเล่นไปล่อลูกชายของเขาเสียขนาดนั้น”

ลิงเผือกอธิบายความ

“เจ้าพูดถูก”

องค์รามเปรยด้วยเสียงหวานใส ที่จริงตอนนี้ก็ย่ำค่ำมากแล้ว ประกอบกับยังอ่อนเพลียจากการโรมรันกับทศกัณฐ์เมื่อคืนก่อน พระรามจึงแทบคุมสติให้ประชุมเสร็จสิ้นไม่ไหว พระลักษมณ์เห็นท่าทางเชษฐาอ่อนเพลียเหลือประมาณจึงเข้าประคองร่างบางไว้อย่างถนอม

“ท่านพี่คงยังไม่สบายจากเมื่อครั้งถูกทศกัณฐ์ทำร้ายในรถแก้วเวไชยันต์ตอนปักฉัตร เราพักประชุมกองไว้เสียก่อนดีหรือไม่”

พระลักษมณ์หันไปแจ้งแก้พิเภก ซึ่งที่ประชุมทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย

“ขอโทษทุกคนด้วย”

เสียงหวานใสเอ่ย มหาบุรุษกายสีเขียวนวลค่อยๆ ประคองร่างลุกอย่างเชื่องช้า แต่ความปวดแสบที่บั้นท้ายยังไม่คลาย ร่างบางจึงเซถลาจนพระยาพิเภกต้องประคองไว้ด้วยอ้อมแขนใหญ่

“ท่านมีไข้หรือองค์ราม”

มือใหญ่กุมหน้าผากและเห็นว่าดวงหน้างามสีเขียวนวลฝาดแดงระเรื่อ

“อา...เราวานเจ้าพาเราไปพักเสียหน่อยแล้วกัน”

พระยาพิเภกจึงอุ้มร่างบางขึ้นมาแนบอกราวกับเจ้าสาวใหม่ เขาดำเนินตรงไปยังห้องบรรทมอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้สังเกตดวงเนตรของลักษมัณที่ระบายความลำบากใจ แต่อนุชากายสีทองก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปและเดินกลับเรือนพักไปอย่างสงบ

พระยาพิเภกวางร่างบางสีเขียวนวลลงบนแท่นบรรทมอย่างถนอม มือใหญ่ค่อยๆ ปลดอาภรณ์ประดับกายงามออกอย่างระวังจนร่างบางเปลือยเปล่า พญายักษ์ได้พิศก็ถึงกับหันใบหน้าหนีอย่างเขินอาย เขาตรงไปหยิบชุดฝ้ายบางสำหรับนุ่งนอนมาคลุมกายให้จนเสร็นสิ้น แต่ครั้นกำลังจะดำเนินกลับ มือบางกลับฉุดกระฉากแขนใหญ่เอาไว้

“องค์ราม?

บุรุษสูงใหญ่เอ่ยอุทานด้วยใจระทึก

ดวงหน้างามที่เริ่มหอบหายใจระรัวจากพิษไข้เงยขึ้นมอง

“ในตู้ มีโอสถลดไข้”

พิเภกพยักใบหน้าอย่างรู้งาน เขาตรงไปหยิบขวดเงินบรรจุยาขมจัดก่อนตรงกับมาเปิดฝาและประคองร่างบางขึ้นมาดื่ม เพียงยาขมผ่านเข้าคอ ใบหน้างามก็บูดเบี้ยว พญายักษ์จึงดื่มน้ำและป้อนตามด้วยริมฝีปากอย่างรวดเร็ว

พระรามรับน้ำเย็นใสจากริมฝีปากพญายักษ์ องค์หอบรัวและซบพักตราลงบนแผ่นอกกว้าง น่าถนอมเสียจนพิเภกต้องท่องขันติในใจไม่ให้ตัณหาซึ่งสิงสู่ในพงศ์อสุราตื่นขึ้นมา

“ที่เรากวนให้เจ้ามาส่งถึงห้องนอนก็เพราะมีเรื่องสำคัญจะสอบถาม”

อ้อมแขนใหญ่วางร่างในอ้อมกอดลงและดึงผ้าแพรมาคลุม

“ท่านมีเรื่องใดหรือ”

“จะช่วยทำนายฝันให้เราสักหน่อยได้หรือไม่”

พญายักษ์แจ้งใจจึงหยิบกระดานชนวนขึ้นมา

“หลายคืนก่อน เราฝันว่าได้เห็นพระอาทิตย์ทรงกลดสว่างส่องรัศมีทั่วทั้งท้องนภา แต่จู่ๆ ยักษ์ราหูก็มาคาบเอาพระอาทิตย์ไปเสีย แล้วเราก็มองเห็นกายตัวเองขยายใหญ่โตเหลือแสน ยื่นมือหนึ่งไปหักฉัตรใหญ่ถึงชั้นพรหมโลก ส่วนบาทข้างหนึ่งก็เหยียบลงไปถึงพิภพนาค”

เสียงกระเส่าเอ่ยแผ่วเบา

พิเภกขีดเขียนลงบนกระดานชนวนจนเสร็จสิ้นก็หันมาสบดวงตากับมหาบุรุษ

“พระอาทิตย์ทรงกลดคงหมายถึงท่าน ส่วนอสุรินทร์ราหูคาบคั้นนั้นน่าจะกล่าวถึงองค์บพิตรไมยราพณ์แห่งกรุงบาดาลอาจจะมาลักตัวท่านไป แต่ท่านมิต้องเป็นห่วง เรารู้ไส้เสียแต่บัดนี้ก็จะป้องกันได้”

พญายักษ์เอ่ย เขาลองมองลงที่กระดานชนวนอีกครั้งด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักก่อนจะทำนายต่อ

“ส่วนที่ท่านหักฉัตรได้ถึงชั้นพรหมเป็นสุบินประเสริฐนัก ด้วยว่าองค์รามจะมีชัยเหนือยักษ์ ส่วนบาทที่เหยียบลงถึงพิภพนาคีก็อาจกล่าวว่าพระเดชขององค์จะแผ่ไพศาลไปถึงกรุงบาดาล”

พระรามอมยิ้ม

“เจ้านี่นะพิเภก ห่วงใยเราเสียเช่นนี้เสมอ”

ฝ่ายพญายักษ์จึงอึกอัก

“แท้จริงแล้วหักฉัตรชั้นพรหมก็เป็นแค่ทำนายว่าทัพเราจะบัญชาให้สุครีพไปหักฉัตรแก้วพิชัยโมลีได้เพียงนั้นกระมัง ส่วนที่เราย่างเท้าไปถึงพิภพนาคีและแผ่พระเดชไพศาลถึงกรุงบาดาล ก็แสดงว่า...”

พิเภกสลด

“พะย่ะค่ะองค์ราม แปลว่าท่านอาจจะถูกลักตัวไปยังกรุงบาดาลได้”

“แม้ว่าจะป้องกันแน่นหนาแล้วอย่างนั้นหรือ”

พญายักษ์กวาดดวงตามองกระดานชวนอีกครั้ง

“แต่ที่ท่านทรงสุบินถึงเคราะห์ร้ายนี้ก็ยังมีจุดสิ้นสุด จนกว่าจะถึงคืนที่ท่านทรงสุบินใหม่ ท่านจะพ้นเคราะห์ได้เมื่อผ่านเที่ยงคืนไปหนึ่งชั่วยามของคืนนั้น ข้าจะรีบไปแจ้งแก่สุครีพและหนุมานให้เตรียมพร้อมรับมือเสียโดยไว”

ว่าแล้วพระยาพิเภกก็ยันกายลุกขึ้น แต่ยังไม่ทันได้ทูลลา มือบางก็คว้าแขนใหญ่ไว้อีกครา

“พะย่ะค่ะ?

“ราหูที่มาคาบพระอาทิตย์ไป หมายถึงไมยราพณ์จริงหรือ”

พิเภกพิจารณา

“อสุรินทร์ราหูคืออริราชของท่าน หากมิใช่องค์บพิตรไมยราพณ์ ก็คงเป็นท้าวทศกัณฐ์”

พระรามคลี่ยิ้มและเชิญให้พิเภกไปดำเนินความต่อได้

ร่างบางเงยหน้ามองแสงระยับจากรัตนชาติมากมายบนเพดาน ดวงตาพร่างพราวเช่นเดียวกับเมื่อครั้งได้เอมอารมณ์อย่างสุดแสนในอ้อมกอดของพญารากษสทศกัณฐ์ อริราชที่จะคาบพาเขาไปคงมิใช่ไมยราพณ์เสียกระมัง แต่คงเป็นพญายักษ์แห่งกรุงลงกาที่แสนคะนึงหา

ภายในพลับพลาที่ประทับชั่วคราวกลางเขาสุรกานต์ ไมยราพณ์จัดแจงตระเตรียมเครื่องปรุงยาสำคัญเพื่อนำมาบดรวมเป็นยาสำหรับใส่กล้องแก้วปัจธำมราช กอปรด้วยทั้งหัวใจราชสีห์ ใบไม้เจ็ดชนิดที่รู้หลับ และเห็ดเมา บดไปก็บริกรรมคาถาไปด้วย น่าหวาดหวั่นเสียจนสัตว์ป่าน้อยใหญ่ต่างก็หลีกลี้หนีไกล ส่วนหนึ่งด้วยว่าคาถานี้มีฤทธิ์ร้ายทำลายโสตประสาทรับเสียงเช่นเดียวกับกลิ่นยาหุงทำลายฆานประสาทรับกลิ่น และอีกส่วนคือสรรพคุณโอสถของแต่ละตัวสร้างภาพหลอนน่าสะพรึงกลัวได้เป็นอย่างดี

จิตรกูล เสนายักษ์แห่งกรุงบาดาลเฝ้ายามอยู่ไม่ห่างไปนัก บัดนี้เขาได้เลื่อนเป็นอมาตย์คู่ใจ และน่าจะยุแยงให้องค์บพิตรไมยราพณ์เข้าร่วมศึกกับพญารากษสทศกัณฐ์แห่งกรุงลงกาได้ด้วยคดีว่าวานรองคตแห่งทัพพระรามบังอาจแทะโลมของสูง ดังนั้นการศึกล้างอายคงมีโอกาสเป็นไปได้สูง

ระหว่างที่เสนายักษ์กายสีหมึกกำลังจะดิ่งนิทรา จิตรกูลสังเกตได้ว่ามีเงาร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นท่ามกลางหมอกหนาทึบ มือจึงชักพระขรรค์และตั้งท่าเตรียมรบทันที

“เอ่ยนามเจ้าออกมา!

เขาแยกเขี้ยวขู่ ถ้าไม่ใช่องค์บพิตรไมยราพณ์ก็ต้องเป็นศัตรูแน่ ด้วยว่าโยธาอสุรีล้วนเฝ้าระวังเหตุอยู่ที่เชิงเขาเพราะไม่อาจทานทนต่อกลิ่นยาที่หุงได้

เงาสูงใหญ่ยังคงดำเนินตรงมาผ่านสายหมอกหนาทึบ พลันปรากฏร่างพญายักษ์กายสีเขียวสูงสง่าเขี้ยวดอกมะลิ จิตรกูลก็จำได้ถึงกับหมอบกราน

“ท...ท่าน...”

“ขออภัยที่มาโดยไม่แจ้งข่าว เราคืออินทรชิต ยุพราชแห่งกรุงลงกา โอรสในท้าวทศกัณฐ์”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น พญายักษ์ยืดศอผ่าเผยเชิดพักตราดั่งเช่นเชื้อขัติยราชอสุรี เขาปรายเนตรลงมองร่างที่หมอบกรานอย่างไว้ที

“ข...ข้าจิตรกูล เป็นเสนาอันดับหนึ่งในองค์บพิตรไมยราพณ์พะย่ะค่ะ”

อินทรชิตมองร่างสีหมึกที่หมอบกรานอย่างนิ่งเงียบ เขาย่างตรงไปนั่งลงบนโขดหินไม่ไกลนักก่อนจะเชิญให้จิตรกูลเงยหน้าขึ้น

“เราทราบข่าวมาว่าองค์บพิตรไมยราพณ์จับพญาวานรกายสีเขียวชื่อองคตได้ และขังไว้ยังเมืองบาดาล”

จิตรกูลพยักหน้า

“เป็นดังที่ท่านว่าพะย่ะค่ะ”

“เจ้าพอจะเฉลยให้เราได้หรือไม่ว่าเหตุใดองคตจึงถูกจองจำ”

ฝ่ายเสนายักษ์อิดออดเล็กน้อยด้วยไม่แน่ใจว่าเป็นความในที่ห้ามนำออกหรือเปล่า แต่เมื่อทบทวนแล้ว การสร้างบุญคุณกับยุพราชแห่งกรุงลงกาไว้ก็น่าจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย

“แท้จริงความนี้ข้ามิอาจนำทูลได้ แต่...”

“จะบอกหรือไม่บอก”

สุรเสียงทุ้มเย็นน่าสะพรึงกลัวเสียจนจิตรกูลตัวสั่น เขาไม่คุ้นเคยกับราชนิกูลแห่งพงศ์อสุราอื่นนอกเหนือจากองค์บพิตรไมยราพณ์ซึ่งแสนจะกันเองและไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง ดังนั้นจึงคาดไม่ถึงว่าการเล่นลิ้นเช่นนี้ไม่ค่อยถูกจริตกับท้าวเธอแห่งลงกา

“พ...พระอาญามิพ้นเกล้า สาเหตุที่ลิงเขียวถูกจองจำเพราะเจ้านั่นไปลวนลามมัจฉานุ โอรสบุญธรรมขององค์บพิตรเข้าพะย่ะค่ะ”

อินทรชิตเหลือกดวงตาอย่างแปลกใจ จากที่สืบข่าวมาก็พอรู้อยู่ว่าเชษฐาต่างบิดาของเขาเป็นลิงหนุ่มเจ้าสำราญ แต่ไม่เคยมีข่าวกับตัวผู้ด้วยกันเลยสักครั้ง ครั้งนี้นึกอย่างไรจึงก่อคดีอุกฉกรรจ์เช่นนี้

“เจ้าแน่ใจรึ”

“ข้าเป็นพยานในเหตุการณ์เอง”

ดวงเนตรพญายักษ์หรี่ลงอย่างครุ่นคิด

แท้จริงอินทรชิตมาด้วยกิจที่พระมารดานางมณโฑทราบข่าวจากสายสืบในกรุงบาดาลว่าโอรสของหล่อนที่เกิดแต่พระยาพาลีถูกจองจำอยู่ที่นั่นร่วมกับไวยวิกผู้มีศักดิ์เป็นหลานของไมยราพณ์ น่าแปลกนักด้วยว่าเหตุใดพญาวานรแห่งทัพพระรามจึงถูกจองจำอยู่ที่เมืองบาดาลทั้งที่มิได้เป็นอริกัน และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือเพราะเหตุใดจึงจองจำหลานของตนเองรวมถึงนางพิรากวนผู้เป็นเชษฐภคินีด้วย

“จริงสิ ถ้าเจ้าอยู่ในเหตุการณ์คงรู้ว่าไวยวิกเกี่ยวพันประการใด”

จิตรกูลพยักหน้า

“ท่านไวยวิกลักลอบเล่นชู้อยู่กับลิงเขียว และต่อมาก็เป็นผู้นำพามัจฉานุไปพบกับลิงเขียวเพื่อให้เจ้าลิงร้ายแทะโลมเสียอีก องค์บพิตรจึงกริ้วมากพะย่ะค่ะ”

“แล้วเหตุใดนางพิรากวนจึงถูกจองจำด้วย”

“เอ่อ...อันนี้ข้าก็ไม่อาจทราบได้”

ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแปลก อินทรชิตคาดว่าสิ่งที่เสนายักษ์ตนนี้ได้รู้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในใจไมยราพณ์อย่างแท้จริงก็ได้ เหตุเพราะองค์บพิตรแห่งกรุงบาดาลเป็นผู้มีปัญญาเลิศล้ำไม่แพ้พระยาพาลีแห่งเมืองขีดขินผู้ล่วงลับ ถึงขนาดพระบิดาทศกัณฐ์เคยกล่าวว่าแม้เมืองบาดาลอยู่ในชัยภูมิที่มีปราการด่านสมุทรปกป้องอยู่รอบทิศ แต่ปราการที่แข็งแกร่งที่สุดคงไม่พ้นปัญญาและกล้องยาปัจธำมราชของไมยราพณ์ ด้วยว่าเป็นศาสตราวุธที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีเลยทีเดียว

“เราอยากจะเจรจากับองค์บพิตรด้วยตัวเอง แต่เข้าใจว่าจนกว่าเสร็จสิ้นพิธีหุงยาจะเข้าไปรบกวนมิได้ เจ้าพอมีทางไหนให้เราเข้าไปเยี่ยมไวยวิกและองคตได้ไหม”

จิตรกูลคิดทบทวนครู่หนึ่ง

“พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าเกรงว่าจะยาก ด้วยเหตุว่าตำหนักท้ายดงตาลมีนายทวารคุมหลายด่าน หากมิใช่มหาบพิตรสั่งการด้วยองค์เองก็ไม่อาจหักด่านผ่านเข้าไปได้ นอกจากนั้นยังต้องหาทางไปตำหนักท้ายดงตาลที่แม้แต่ข้าก็มิเคยได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าไป หรือต่อให้อยากเข้าแค่ไหนก็ไม่เคยมีใครได้เห็นบานทวารที่นำทางไปยังท้ายดงตาลเลย”

อินทรชิตครุ่นคิด ด่านที่ว่าคงผ่านได้มิยาก แต่หากหักด่านเสียหมด เห็นทีองค์บพิตรคงได้กริ้วขึ้นอีกเป็นแน่ คิดเช่นนั้นจึงอ่อนใจ

“เอาเป็นว่าเราจะกลับมาเข้าเฝ้าองค์บพิตรอีกครั้งหลังจากพิธีหุงยาลุล่วงเสียแล้วกัน”

ฝ่ายจิตรกูลรับทราบ แต่เพียงพริบตา ร่างสูงใหญ่ก็หายเข้าสายหมอกไปเสียแล้วจนเขาเองไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่เป็นยุพราชอินทรชิตจริงๆ หรือเป็นเพียงภาพมายา

ท่ามกลางสายหมอกหนาจัดบริเวณริมชายน้ำไม่ไกลจากเชิงเขามรกต หนุมานกึ่งเดินกึ่งเหยาะไปเรื่อยพร้อมกับฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี เหตุที่จำต้องเดินเล่นในยามหัวค่ำเช่นนี้ก็ด้วยว่านายทัพสุครีพบัญชาให้หนุมานค้นหาทางเข้ากรุงบาดาลซึ่งพระยาพิเภกจับยามก็ได้ความว่าอยู่ในบริเวณดังกล่าว แต่นอกจากชาวกรุงบาดาลแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าบาทวิถีมายานั้นอยู่ที่ใด

“ให้มาหาประตูลงกรุงบาดาลอย่างนั้นเหรอ โธ่ท่านน้า...ให้ข้าแปลงกายตัวเท่าเขาจักรวาลแล้วกระทืบลงใต้สมุทรให้หลังคาเมืองบาดาลพังอาจจะเข้าง่ายกว่าล่ะม้าง ฮ่าๆๆๆ”

หนุมานหัวเราะร่วนและคิดในใจว่าให้เขาออกแรงร่วมบุกชิงตัวองคตกลับมายังดีกว่าให้เดินเสาะหาประตูแบบนี้เสียอีก

พลันหูวานรก็สดับเสียงน้ำกระแทกไหว ทีแรกคิดว่าคงเป็นมัจฉาสะบัดหางแต่ฟังดีๆ แล้วไม่น่าใช่ จึงเหาะกายผ่านทิวหมอกหนาจัดตรงไปยังต้นเสียงอย่างเงียบเชียบ แม้จะมองเห็นไม่ชัดนัก แต่คาดว่าเบื้องล่างน่าจะเป็นสระบัวสีชมพูหวานคลี่กลีบบานสะท้อนแสงพระอาทิตย์ที่กำลังจะอัสดง เมื่อลอบเข้าไปใกล้กลางสระบัว ปทุมมาดอกหนึ่งใหญ่โตราวกับกงเกวียน ภายในกลีบปทุมมาบางเบามีเงาสูงใหญ่อยู่ภายใน

“หรือว่า...”

หนุมานเกิดปัญญาขึ้นในบัดดล!

เขารี่เหาะดิ่งตรงไปยังเงาร่างสูงใหญ่ในกลีบปทุมมาสีขาวสอดชมพูหวาน ดำเนินผ่านกลีบนุ่มชั้นแล้วชั้นเล่าจนเมื่อเห็นหลังของบุรุษสูงใหญ่ จึงตรงไปกอดเอวด้วยกิริยาดิ๊ด๊า

“ดาร์ลิ้ง!

อินทรชิตสะดุ้งเฮือก!

เขาหันกลับมามองเห็นลิงเผือกโอบอยู่รอบเอวและเงยใบหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาระยิบระยับ

“หนุมาน”

เสียงทุ้มถามขึ้นอย่างแปลกใจ

“เห็นม้า...แค่เห็นเงาเค้าก็จำตะเองได้นะจ๊ะ”

“มาทำอะไรแถวนี้”

ลิงหนุ่มยิ้มหวาน เขากระโดดแผล็วออกมาเอนหลังนอนบนกลีบบัวนุ่มที่สูงท่วมหัว

“ท่านน้าสุครีพใช้ให้ข้ามาหาประตูเข้ากรุงบาดาลน่ะสิจ๊ะ เดินไปเดินมาแป๊บเดียวเอง ลิงฉลาดๆ อย่างเค้าก็เจอ...”

“เจออะไร”

หนุมานป่องแก้มเง้างอน

“จะเจออะไรอีกล่ะดาร์ลิ้ง! ก็เจอตะเองน่ะสิ!

พญายักษ์ระบายลมหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย สุครีพคิดอย่างไรให้เจ้าลิงแสบตัวนี้มาหาประตูกัน ประตูอยู่ใต้เท้าขนาดนี้แท้ๆ เจ้าลิงไพร่ตัวนี้ยังไม่รู้อีก”

“เจ้าจะไปกรุงบาดาลทำไม”

“ไปช่วยองคตจ้ะ เจ้านั่นโดนจับไปขังในเมืองบาดาลเพราะดันไปปล้ำลูกบุญธรรมของไมยราพณ์เข้า”

อินทรชิตพยักหน้า ดูท่าว่าข้อมูลจะตรงกัน ครุ่นคิดสักพักก็จ้องมองลิงเผือกอย่างแปลกใจ

“ถอดเสื้อทำไม...”

วานรหนุ่มค่อยๆ ปลดเครื่องทรงออกอย่างเชื่องช้า แผ่นอกแน่นหนักด้วยกล้ามเนื้อขาวสว่างกระจ่างล้อแสงอาทิตย์อัสดงสีหงเสน ใบหน้าหล่อเหลาคลี่ยิ้มทะเล้นเล่นหูเล่นตา

“ได้เจอเตียงนิ่มๆ แบบนี้ก็ต้องทดลองหน่อยสิ”

“รีบใส่เลยไป มาแก้ผ้าหน้าประตูเมืองแบบนี้ ชาวบ้านชาวช่องเดินผ่านได้เห็นกันหมดพอดี”

ลิงหนุ่มเหลือกตาโตระยิบระยับ

“ฮ้า!! ที่นี่คือประตูเมืองบาดาลเองหรอกเหรอ มันเข้าตรงไหนเนี่ย”

หนุมานสอดส่ายสายตาซ้ายขวาและวิ่งวนหาจนทั่วดอกบัวยักษ์ก็ยังไม่เจอทางเข้าแม้แต่น้อย สร้างความปวดเศียรให้อินทรชิตยิ่งนัก

“หยุดวิ่งได้แล้ว!

สุรเสียงทุ้มหนักบัญชา แขนใหญ่คว้าลิงหนุ่มดึงเข้ามาแนบอกและโอบไว้แน่น

“อย่าวิ่ง  กลีบบัวมันบาง เดี๋ยวก็ร่วงตกน้ำไปหรอก”

วานรเผือกซบใบหน้าลงบนไหล่พญายักษ์ สองแขนโอบรอบแผ่นอกกว้างและสูดกลิ่นกายหอมของอินทรชิตอย่างนิ่งเงียบ

ท่าทางสงบผิดปกติของลิงตัวแสบทำให้พญายักษ์ไม่ค่อยวางใจเท่าใด แต่เขาก็ยังโอบเด็กหนุ่มไว้เช่นเดิมและวาดมือขึ้นยีเส้นผมสีควันไฟอย่างเอ็นดู

“เป็นอะไรนิ่งเชียว หิวรึไง”

“ไม่มียักษ์ตกถึงท้องตั้งหลายวันแล้ว”

โป๊ก!

พญายักษ์เขกกะโหลดจนลิงหนุ่มกุมหัว

“กลับไปรายงานนายเจ้าได้แล้ว”

“อ้าว แล้วดาร์ลิ้งล่ะ”

“ข้าจะลงไปเฝ้าโอรสขององค์บพิตรไมยราพณ์ เผื่อว่าจะขอเข้าไปเยี่ยมองคตเสียหน่อย”

หนุมานเอียงคอและทำตาใส

“เยี่ยมองคตทำไมล่ะท่าน องคตอยู่ฝ่ายพระรามไม่ใช่เหรอ”

อินทรชิตถึงกับหลับเนตรลงอย่างระอา

“องคตมีศักดิ์เป็นเชษฐาต่างบิดาของข้า พระมารดาจึงวานให้ข้าช่วยลงไปดูเท่านั้นเอง”

“ถ้าอย่างนั้นเราก็เป้าหมายตรงกันสิ งั้นไปด้วยกันเลยนะ”

ว่าแล้วลิงหนุ่มก็กระโดดกอดรอบเอวและสบตาปิ๊งด้วยรอยยิ้มหวานฉ่ำ

“เจ้าคงไม่คิดว่าเราจะยอมพาเจ้าลงไปจริงๆ หรอกใช่ไหม”

“พาเค้าไปด้วยจิ”

“หาทางเอาเองเซ่!

พญายักษ์ดันใบหน้าแป้นแล้นออกห่างและหาทางโยนลิงตัวแสบทิ้งน้ำไปเสียให้ไกล แต่ความไวก็ทำให้หนุมานหลบหลีกพันแข้งพันขาจนสุดท้ายฝ่ายที่หงุดหงิดก็เลิกไปเอง

“เอาล่ะ เรายอมแพ้ งั้นก็ตามมา”

อินทรชิตถอนลมหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย เขาหักเกสรบัวยักษ์และก้าวขาลงไปยังโคนก้าน พลันร่างก็ถูกดูดหายอย่างรวดเร็ว ฝ่ายหนุมานได้เห็นดังนั้นก็กระโดดแผล็วตามไปโดยพลัน ก่อนที่ก้านเกสรจะคืนกลับปิดทางเข้าออกไว้เช่นเดิม

ภายในห้องรับรองของพระราชวังแห่งกรุงลงกาซึ่งมีกลิ่นหอมดอกปทุมมาจากสระเบื้องนอกลอยเข้ามาพร้อมลมเย็น หนุมานเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ามายาซึ่งบัดนี้มืดมิดไร้แสงดาวแต่กลับเห็นดวงจันทร์ลอยขึ้นจากขอบฟ้า

“ใต้น้ำมีพระจันทร์ด้วยเหรอเนี่ย”

“แสงจันทร์ลอดลงมาได้น่ะ แสงอาทิตย์ก็เหมือนกัน แต่แสงดาวไม่สว่างพอ”

อินทรชิตอธิบาย พญายักษ์เชิดพักตราสง่างามดำเนินตรงไปยังห้องรับรองด้วยกิริยาดั่งเช่นขัติยราช แต่ท่าทางหนุมานแสนกระโดดกระเดกและโดดไปโดดมาด้วยว่าไม่คุ้นชิน ดวงหน้าออกอาการตื่นเต้นเสียจนนางกำนัลที่นำทางต้องหันกลับมามองอย่างไม่ไว้ใจ

“ถวายพระพรยุพราชอินทรชิต”

มัจฉานุเอ่ยทันทีที่ดำเนินออกมาจากหลังฉากกั้นหน้าบานทวาร เด็กหนุ่มใบหน้างามหมดจดกล่าวด้วยท่าทางสุขุมสมฐานะโอรสของไมยราพณ์พลางคลี่ยิ้มเชื้อเชิญราชทูตผู้ทรงเกียรติจากกรุงลงกา

พญายักษ์เขี้ยวดอกมะลิดได้สบใบหน้าเด็กหนุ่มก็ถึงกับเหลือกดวงตาอย่างตื่นตะลึงและนิ่งงัน

“เอ่อ...ขออภัยที่เรามาเยือนกะทันหัน”

อินทรชิตถึงกับพูดตะกุกตะกักอย่างไม่ตั้งใจ ด้วยว่ามัจฉานุมีใบหน้าละม้ายคล้ายหนุมานเหลือเกิน ทั้งผิวขาวละเอียดและใบหน้าหล่อเหลาจัดจ้าน อาจจะต่างกันบ้างก็ตรงที่มัจฉานุมีผมหยักศกสลวยดั่งเส้นไหมทองคำ ส่วนลิงเผือกมีผมสีควันไฟดั่งสายหมอกยามเช้า จะว่าไปแล้วเรียกว่าเป็นพี่น้องกันก็ยังน่าเชื่อ

ฝ่ายหนุมานได้เห็นเด็กหนุ่มผิวกายขาวละเอียดหน้าตาหล่อเหลาละม้ายกับเขาก็เกิดหมั่นไส้เป็นกำลังเช่นเดียวกับที่เคยหาเรื่องกับนิลพัทมาแล้ว

“เจ้าเป็นใคร เป็นลิงแท้ๆ แต่กลับมีหางเป็นปลา”

หนุมานเดินนำหน้าออกไปท้าทายยียวนและหยิบหางปลาขึ้นมาแกว่งเล่นต่างพัดจนอินทรชิตต้องลากกลับเข้ามา

“เราขออภัยแทนเจ้าลิงไพร่ตัวนี้ด้วย เป็นแค่ลิงป่าที่เก็บได้กลางทาง ท่านไม่ต้องสนใจดอกมัจฉานุ”

ฝ่ายเด็กหนุ่มซึ่งยังงุนงงกับกิริยาหาเรื่องจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาผายมือเชิญให้ทั้งสองนั่งลงอย่างมีไมตรี

“ขออภัยยุพราชอินทรชิตด้วย พระบิดายังหุงยาอยู่ที่เขาสุรกานต์ ดังนั้นข้าอาจจะต้อนรับบกพร่องไปบ้าง ว่าแต่ท่านมีกิจใดให้ข้าช่วยเหลือหรือ”

อินทรชิตมองดูเด็กหนุ่มพูดจาฉลาดเฉลียวก็นึกชื่นชมว่าโอรสบุญธรรมคนนี้มีแววไม่เลว

“เราทราบข่าวมาว่าองค์บพิตรจองจำนายทัพวานรนามว่าองคตไว้ใช่หรือไม่”

มัจฉานุสดับอย่างสงบนิ่ง เขาไม่ทราบเจตนาของอินทรชิตจึงลองหยั่งปัญญาอย่างไว้ทีเสียก่อน

“ใช่แล้วพะย่ะค่ะ”

อินทรชิตรอฟังแต่ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติมใดๆ เอ่ยออกมาอีก จึงคาดเดาว่าเหตุที่องคตถูกจองจำคงเป็นเพราะคิดปลุกปล้ำเด็กหนุ่มตรงหน้าจริงเสียด้วย แต่เขามิได้อยากยกเหตุนั้นขึ้นมาให้ระคายโสต ดังนั้นจึงเจรจาตรงประเด็นเสียเลย

“องคตมีศักดิ์เป็นเชษฐาต่างบิดากับเรา พระมารดานางมณโฑจึงไหว้วานให้เราลงมาเยี่ยมองคตเสียหน่อย เหตุนี้พระบิดาท้าวทศกัณฐ์จึงไม่ล่วงรู้และไม่ได้จัดขบวนทูตมาเยี่ยมอย่างเต็มพิธี”

ได้ยินดังนั้นเด็กหนุ่มก็คลี่ยิ้มน่ารัก

“อย่างนี้นี่เอง! พี่ลิงเขียวองคตเป็นเชษฐาของท่าน มิน่าจึงได้รอบรู้สรรพวิชามากมาย”

ท่าทางที่เป็นมิตรมากขึ้นทำให้อินทรชิตค่อยคลายองค์ แต่กลายเป็นว่าฝ่ายหนุมานจ้องมองด้วยดวงตาริษยาเป็นกำลัง

“แล้วตกลงองคตปล้ำเจ้าจริงหรือเปล่า เจ้าหนู”

หนุมานเอ่ยถาม พาให้บรรยากาศชื่นมื่นเมื่อครู่ห่อเหี่ยวลงทันใด พญายักษ์อยากจะหันไปเขกกะโหลกเจ้าลิงไพร่ตัวแสบตัวนี้เหลือเกิน แต่ก็ต้องรักษากิริยาไว้อย่างสุขุมคัมภีรภาพ

“เปล่าเลยพี่ลิงขาว พี่ลิงเขียวองคตจะสอนอววิชชายามค่ำคืนระหว่างลูกผู้ชายให้ข้าต่างหาก แต่พระบิดาไมยราพณ์เข้าใจผิดก็เลยจองจำเจ้าพี่ไวยวิกกับองคตไว้ท้ายดงตาล”

“ถ้ารู้แล้วว่าเข้าใจผิด แล้วเพราะเหตุใดจึงยังไม่ปล่อยตัวองคตกับไวยวิกเล่า”

อินทรชิตไต่ถาม แต่มัจฉานุมิอาจบอกได้ว่าเพราะพระบิดาหึงหวงที่องคตแตะเนื้อต้องตัวเขา จึงได้แต่อ้ำอึ้งหาทางออกไม่ลง

“เอ่อ...เรื่องนั้นข้าคิดว่ารอให้พระบิดามาตอบท่านดีกว่ายุพราช คืนนี้ก็พลบค่ำแล้ว ข้าให้นางกำนัลจัดห้องหับไว้รับรองท่านท่านสอง พรุ่งนี้ข้าจะพาลงไปเยี่ยมองคตดีหรือไม่”

“ขอห้องเดี่ยวเตียงคิงไซส์นะน้องชาย”

พญายักษ์น็อคหัวลิงตัวแสบจนหาวเป็นดาวเป็นเดือน

“อย่าใส่ใจเลยมัจฉานุ แค่ลิงเพี้ยนๆ น่ะ”

เด็กหนุ่มที่ยังตื่นตะลึงรีบเก็บกิริยากลับมาระบายยิ้มอย่างสุภาพ แต่ด้วยปัญญาจึงสังเกตเห็นว่าวานรเผือกหาวเป็นดาวเป็นเดือนผิดแปลกจากวานรทั่วไปนัก นอกจากนั้นยังมีกุณฑล ขนเพชร เพียงแต่เขี้ยวแก้วไม่อาจมองเห็นได้จากการสนทนาปกติ ดำริดังนั้นจึงแสนสงสัยว่าวานรที่มีคุณลักษณะเช่นนี้ช่างคล้ายคลึงกับที่กุมภกรรณเคยกล่าวไว้เหลือเกินว่าบิดาของเขาคือวานรที่มีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน

ดวงตามัจฉานุจึงเพียงลอบปรายมองตามแผ่นหลังวานรเผือกอย่างครุ่นคิด

สวัสดีค่า ^_^

ในที่สุดอินทรชิตกับหนุมานก็มาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมายแล้ว ต่างคนต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือองคตค่ะ แต่น้องมัจฉานุเกิดสงสัยขึ้นมาว่าหนุมานจะเป็นป๊ะป๋าตัวจริงที่ลุงกุมภกรรณเคยบอกไว้หรือเปล่า จะดูเขี้ยวแก้วคงต้องย่องไปดูตอนดึกๆ ค่ะ แต่ว่า...เวลากลางคืนเป็นเวลาของผู้ใหญ่นะค๊า! น้องนุจะได้เห็นเขี้ยวแก้วหรือไม่ อินทรชิตกับหนุมานค้างคืนด้วยกันแบบนี้จะรอดหรือ! ต้องรอติดตามค่า

ขอบคุณแฟนอาร์ตน่ารักน่าเอ็นดูของน้องนุเวอร์ชั่นสาวงามนะค๊า ตอนนี้พี่ลิงเขียวก็ติดคุกหัวโตกับไวยวิกไปเรียบร้อย แต่เดี๋ยวน้องนุคงได้ลงไปเยี่ยมล่ะค่ะว่าพี่ๆ เขา SM กันไปถึงไหนแล้ว โปรดติดตามตอนต่อไปค่า

Comment

Comment:

Tweet

สุครีพไม่อะใจรึ ที่มัจฉานุที่มีหางเป็นปลา ลูกบุญธรรมของไมยราพ
เป็นคนเดียวกันกับมัจฉานุ ลูกสุพรรณมัจฉา ที่ตัวเองเป็นคนตั้งชื่อให้อ่ะ

#8 By ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม (27.55.14.28|27.55.14.28) on 2014-06-05 19:50

"พญายักษ์แห่งกรุงลงกาที่แสนคะนึงหา"
//โบกธงเชียร์คู่นี้สุดใจค่ะ 55555555555
.
ในที่สุดอินทรชิตกับหนุมานก็ได้เจอกันสักที หนุมานจะซื่อไปไหนเรื่องประตู 5555 /แต่จะไม่ซื่อก็ตรงเห็นว่าตรงนี้เตียงนุ่มนี่แหละ ฮาาา ไวยวิกกับองคตโดนเข้าใจผิดไปกันใหญ่ แต่ทัณฑ์สถานท้ายดงตาลนี่ราวกับแดนลี้ลับเลยทีเดียว เข้าไปอาจเจออะไรดี ๆ (?)
มัจฉานุกับหนุมานเจอกันแล้วววว นึกถึงสมัยเรียนเลยค่ะ ลิงขาวจะรู้ไหมนะว่าตนเอง(โดนยกให้)เป็นพ่อของมัจฉานุ
รอติดตามตอนต่อไปค่า :)

#7 By Wirunyupha on 2014-05-26 18:56

สนุกมากๆเลยค่ะ รอติดตามตอนต่อไปนะค่าาาcry

#6 By Merril on 2014-05-26 14:04

สาธุขอให้เป็นเฮียทศเถอะ จะได้ฟินอีกรอบ   น้องลิงเผือกกับคุณยักษ์เขี้ยวมะลิแท็กมือกันลงไปหาน้องลิงเขียว คู่นี้เจอกันทีไรอ่านไปยี้มไปทุกที ตกลงว่าจะแอ้มดาร์ลิงค์ให้ได้ใช่ไหมcry cry  เอาล่ะสิน้องนุจะพิสูจน์ว่าน้องลิงเผือกใช่พ่อหรือเปล่าแล้วจะพิสูจน์ยังไงembarrassed embarrassed  พี่บลูคะประโยคที่ว่า"ภายในห้องรับรองของพระราชวังแห่งกรุงลงกา"เป็นแห่งกรุงบาดาลหรือเปล่าคะ ยื่งอ่านยิ่งสนุกรอตอนต่ไปนะคะ

#5 By momo (1.47.133.246|1.47.133.246) on 2014-05-25 22:31

หนุมานยัง น่ารักซุกซนเหมือนเดิมเลยแหะดูท่าพระรามจะหลงรักป๋าทศสะแล้วสิ อ้าาาาาใกล้จะจบแล้วยังไม่อยากให้จบเลย
ปล.มีตอนนอกเรื่องไปแวะดูคู่ของท่านภานุราชหน่อยก็ดี

#4 By Dabew on 2014-05-25 21:57

#3 By (66.249.80.46|58.11.243.72, 66.249.80.46) on 2014-05-25 16:57

จ๊ะกะดึ๋ย...เป็นลิงที่ใช้คำได้เวรี่กู๊ดมาก 555 ฮามากอ่ะconfused smile  ลิงเผือกหมั่นไส้ลูก(ที่โดนโยน)ให้ตัวเองsad smile = = อยากรู้ว่าพอรู้ว่าเป็นลูกตัวเองแล้วจะทำไงwink
น้องนุรีบไปหายักษ์ม่วงด่วน...ไปอ่อยต่อ//โดนตบ\\เชียร์น้องนุเมะสุดใจ
รอเซอร์วิสต์น้องลิงกับดาร์ลิ้งยักษ์อยู่นะค่ะ
ขอบคุณที่อัพให้อ่าน ขอบคุณที่มีตอนต่อไปค่าาาา

#2 By ME (223.205.249.144|223.205.249.144) on 2014-05-25 12:34

เย้ๆๆน้องนุเจอกะพี่ชิตเเล้ว......เหลือเเต่รอให้พี่บลูเซอร์วิสอย่างเดียวค่ะ
รอตอนต่อไปน่ะค่ัะbig smile big smile double wink >>>

#1 By why (118.174.74.166|118.174.74.166) on 2014-05-25 12:14