ท่ามกลางแสงระยับของรัตนชาติมากมายที่ประดับภายในทิพยานรถแก้วเวไชยันต์ มหาบุรุษกายสีเขียวนวลประทับนั่งบนราชอาสน์อย่างผ่าเผย ขนาบซ้ายขวาด้วยพระลักษมณ์และพระยาพิเภก องค์ทอดดวงเนตรมองโยธาวานรลาดตระเวณที่ประนมมือถวายรายงานด้วยเสียงสั่น

“เจ้าบอกว่าเห็นองคตถูกยักษ์ทำร้ายจนสลบแล้วลักพาตัวไปอย่างนั้นหรือ”

สุครีพและหนุมานหันไปมองหน้ากันอย่างแปลกใจเมื่อได้สดับเสียงดั่งเส้นพิณพลิ้วกังวาน

“แปลกจังท่านน้า องคตออกจะฤทธิ์มากขนาดนั้น ทำไมปล่อยให้โดนฟันสันมือป้าบเดียวสลบได้เนี่ย”

หนุมานเอ่ยถามสุครีพแต่ก็ดังมากพอที่จะได้ยินครบทั้งวง วานรลาดตระเวณจึงหันมาเฉลยความเพิ่มเติม

“คาดว่าเพราะท่านองคตมัวแต่จับผ้านุ่งอยู่พะย่ะค่ะ”

“จับผ้านุ่ง?

สุครีพและพิเภกประสานเสียง

“พะย่ะค่ะ ตอนนั้นท่านองคตกำลังจ๊ะกะดึ๋ยอยู่กับวานรหนุ่มหน้าตาดีที่มีหางเป็นปลา แล้วจู่ๆ ก็มีพญายักษ์กายสีม่วงอ่อนถือกล้องยาพ่นควันปุ๋ยๆ โผล่มาพร้อมกับร่างยักษ์ม่วงแก่นอนพังพาบอยู่บนพื้น สงสัยยักษ์ม่วงอ่อนถือกล้องยาจะเป็นพ่อตา เพราะพอท่านองคตเห็นก็ตระหนกจนจัดผ้านุ่งเป็นการใหญ่ เลยไม่ทันสังเกตว่ามียักษ์อีกตัวลอบทำร้ายจากด้านหลังพะย่ะค่ะ”

โยธาวานรเอ่ย ฝ่ายที่รับฟังถึงกับเหลือกตาตะลึงค้าง จริงอยู่ว่าองคตเป็นวานรเจ้าสำราญ แต่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าองคตพิสมัยหนุ่มๆ ด้วย

หนุมานขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด

“นี่เจ้านั่นคงเห็นเราหวานแหววกับดาร์ลิ้งมากเกินไปจนอยากลองจ๊ะกะดึ๋ยกับหนุ่มๆ เองสิเนี่ย”

ลิงเผือกพึมพำ ซึ่งไม่ได้ทำให้สุครีพสบายใจขึ้นแม้แต่น้อย

พิเภกพิจารณาแล้วเห็นว่าการณ์นี้น่าห่วงเหลือเกิน

“ทูลองค์ราม ข้าไม่แน่ใจว่าพญายักษ์ที่ทำร้ายองคตจนหมอบเป็นใคร แต่พญายักษ์กายสีม่วงอ่อนถือกล้องยาพ่นควันปุ๋ยๆ เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากมหาบพิตรไมยราพณ์ผู้ครองกรุงบาดาลเป็นแน่ และวานรหนุ่มหน้าตาดีที่มีหางเป็นปลาเห็นจะไม่พ้นมัจฉานุ โอรสบุญธรรมของไมยราพณ์”

ใบหน้าพระรามเรียบนิ่งอย่างสงบ

“เพิ่งมีข่าวดีเรื่องสุครีพหักฉัตร กลับมีข่าวร้ายที่องคตถูกลักพาไปที่เมืองบาดาลเสียแล้ว”

หนุมานพยักหน้าเห็นด้วยและกล่าวเสริมต่อ

“จากที่มีอริเป็นท้าวทศกัณฐ์แห่งลงกาคนเดียว ครั้งนี้เห็นทีว่าโจทก์จะเพิ่มเป็นองค์บพิตรไมยราพณ์แห่งกรุงบาดาลด้วยนะท่าน เจ้าองคตเล่นไปล่อลูกชายของเขาเสียขนาดนั้