ความเจ็บแสบที่เศียรปลุกให้พญายักษ์กายสีม่วงแก่ให้ค่อยๆ คลี่ดวงตาลืมขึ้นจากความมืด เขาจ้องตรงไปยังเพดานก็พบว่าไม่คุ้นเคย เมื่อสอดส่ายสายตาไปรอบกายจึงพบว่าห้องนี้ไม่ใช่ห้องนอนของเขาเป็นแน่ คิดดังนั้นจึงประคองร่างลุกขึ้นนั่งอย่างยากเย็น ท้ายเศียรมีผ้ายันต์ปิดไว้และความปวดแสบจากบาดแผลก็ยังไม่คลาย

“ฟื้นแล้วหรือไวยวิก”

เสียงทุ้มดังจากร่างที่ปรากฏขึ้น ณ บานทวาร

พญายักษ์กายสีม่วงแก่หันไปมองก็เหลือกดวงตาลืมอย่างแปลกใจ

“องคต”

พญาวานรกายสีเขียวแก่ตรงรี่เข้ามาทรุดกายนั่งข้างเตียงพร้อมกับขันน้ำ

“ข้าว่าจะเช็ดตัวให้ท่านพอดี ท่านหลับไปสองวันสองคืนเชียว เจ้าเสนายักษ์กายสีหมึกตนนั้นที่วาดตะบองเข้าที่เศียรท่าน ชื่ออะไรนะ...”

“จิตรกูล”

“ใช่! จิตรกูล! ของท่านเจอตะบอง แต่ของข้าแค่สันมือเลยสลบไปแป๊บเดียว”

ท่าทางร่าเริงตามวิสัยวานรไม่ได้ช่วยทำให้ใจของไวยวิกสงบลง เขากวาดตาดูโดยรอบก็ยังนึกไม่ออกว่าตนอยู่ที่ใด

“ที่นี่คือทัพพระรามหรือ ท่านจึงได้มาอยู่พยาบาลข้าเช่นนี้”

องคตส่ายหน้า

“มิได้ ที่นี่คือท้ายดงตาลในเมืองบาดาล พญาไมยราพณ์สั่งให้ขังท่านกับข้าไว้ที่นี่ด้วยข้อหาล่อลวงมัจฉานุ ช่างเป็นพ่อที่หวงลูกเสียจริง ส่วนมารดาท่านอยู่ที่ตำหนักข้างๆ สงสัยกลัวว่าข้าจะเป็นลิงหื่นกามกระมังจึงให้แยกกันอยู่ ฮ่าๆๆๆ”

วานรหัวเราะร่วน ที่จริงตอนตื่นขึ้นมาเขาก็งงงวยเช่นเดียวกับไวยวิก แต่เมื่อไมยราพณ์ตามมาเฉลยและฟาดกล้องยาตบหน้าเขาด้วยแรงเบาเท่าปุยนุ่นไปเมื่อวานจึงได้กระจ่างใจ

ไวยวิกหันไปมองหน้าองคตด้วยกิริยางุนงงอีกครั้ง

“แต่ข้าไม่ได้ล่อลวงมัจฉานุ แค่พามาขึ้นครูเท่านั้นเอง”

องคตอมยิ้มและเหล่ตาไปทางอื่น พญายักษ์กายสีม่วงแก่ตนนี้ซื่อดีเสียจริง

“ก็แหม...มันไม่ต่างกันดอก ไมยราพณ์อาจจะอยากให้ขึ้นครูกับสตรีเสียแทนก็ได้ ดันมาเจอตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มพอดีเชียว งานนี้ข้าได้โดนต้มเป็นลิงพะโล้อยู่ท้ายดงตาลนี่แหงๆ”

ได้สดับดังนั้นไวยวิกก็กระสับกระส่ายอย่างร้อนรนจนฝ่ายองคตเริ่มห่วง

“ไม่ต้องกังวลหรอกพญายักษ์ ข้าว่าเราสองคนไม่โดนต้มเร็วๆ นี้ดอก เพราะองค์ไมยราพณ์แกบอกว่าจะต้องไปหุงยาที่เขาสุรกานต์ให้เสร็จเสียก่อนค่อยกลับมาชำระความกับเรา ดังนั้นยังพอมีเวลาเหลือ”

“เหลือสำหรับสิ่งใดเล่า!

พญาวานรมองร่างที่ตระหนกก็แสนเห็นใจ ไวยวิกคงเป็นคุณหนูที่ถูกเลี้ยงมาอย่างดีจึงไม่คุ้นเคยกับการถูกลงทัณฑ์เช่นนี้ เขาสิถูกพระบิดาพาลีพร่ำสอนเป็นประจำ น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่เด็กดีเท่าใดจึงไม่ค่อยเกรงกลัวอาญาบิดาและไม่ค่อยยอมอยู่รับฟังคำสอน จึงได้กลายเป็นลิงเจ้าสำราญอย่างทุกวันนี้

เมื่อเห็นว่าวานรนิ่งไป ไวยวิกจึงเริ่มได้สติ

“เอ่อ...ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้มีเจตนา...”

“เอาเถอะ”

องคตโบกไม้โบกมือ

“ทำใจให้สบายเถิดพ่อหนุ่ม อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นอสุรพงศ์เช่นไมยราพณ์ ข้าว่ามาตุลาเจ้าไม่คิดประหัตถ์ประหารเจ้าจริงดอก คงเพียงแค่กริ้วเกินทนและจับเจ้ามาขังไว้ไกลหูไกลตาจนกว่าโทสะจะบรรเทาเท่านั้นเอง ข้าสิเป็นวานรพงศ์ อย่างไรเสียก็คงไม่พ้นเป็นลิงพะโล้”

ได้สดับ พญายักษ์จึงโอบร่างขององคตเข้ามาในอ้อมกอดแน่น ความล่ำทำให้วานรไม่อาจดิ้นหนี จึงได้แต่เพียงยอมซบใบหน้าลงบนกล้ามอกแน่นปึ้กต่อไป

“ข้าไม่ยอมให้ท่านเป็นอะไรแน่องคต ท่านอุตส่าห์สอนสรรพวิชาให้ข้าและมัจฉานุ เป็นครูผู้ประสาทความรู้ ไม่ควรต้องได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เลย”

องคตขำในใจ เออนะ...ยักษ์ตนนี้บ๊องๆ น่ารักดีแฮะ

“แล้วตกลงฝึกฝนสำเร็จไหมล่ะท่าน”

ไวยวิกถึงกับหูตาแพรวพราว

“สำเร็จสิ! จะลองดูผลงานหน่อยไหม”

ว่าแล้วร่างสูงใหญ่ก็จัดแจงปลดรัดองค์ออกอย่างรวดเร็ว พญาวานรพิศดูพญายักษ์ยังคงใช้ผ้าชายไหวของเขาประดับก็นึกขำขึ้นมา เพราะเขาเองก็ประดับผ้าชายไหวของไวยวิกอยู่ด้วยเช่นกัน แม้จะเห็นดังนั้นแต่กลับไม่ได้อยากรีบร้อนแลกคืนแต่อย่างใด

พญายักษ์เอนกายเปลือยท่อนล่างลงนอนและไล้ลูบผิวกายดึงรั้งทีละน้อย ฝ่ายองคตเห็นดังนั้นก็รู้สึกกระดากอายเสียจนต้องหันใบหน้าไปทางอื่น เออนะ...พงศ์อสุรานี่ก็แปลก ดูถูกวานรว่าป่าเถื่อนแล้วนิยามว่าตนเป็นเผ่าพันธุ์ศิวิไลศ์ แต่ไฉนกลับเปิดแดนเร้นลับโชว์ชาวบ้านแบบนี้เป็นปกติวิสัย หรือจะมีแค่ไวยวิกเท่านั้นที่แตกต่างจากยักษาตนอื่น คิดได้ดังนั้นจึงจัดแจงดำเนินไปปิดบานทวารลงกลอนเสียอย่างรวดเร็ว แม้จะรู้ว่าแถบนี้ไม่มีนางกำนัลใดนอกจากทวารบาลที่เฝ้าทางเข้าตำหนักท้ายดงตาลอยู่ห่างไปไกล แต่เพื่อความปลอดภัยก็ปิดไว้เสียหน่อยดีกว่า

ใบหน้าหล่อเหลาของพญายักษ์ที่หอบระรัวกระตุ้นความปรารถนาในกายขององคตอย่างประหลาด เขาไม่เคยมีจิตพิศมัยผู้ชายแม้แต่น้อยยกเว้นครั้งเดียวที่เมาสุราและเห็ดเมา แต่ครั้งนี้แม้ไม่ได้เมา กลับรู้สึกกระหายแห้งผากในลำคอเหลือเกิน

“แปลกจริง...สงสัยเพราะท่านมองอยู่กระมังองคต ร่างกายข้าจึงไม่แข็งขันอย่างทุกครั้ง”

“อย่างนั้นหรือ”

พญาวานรโน้มกายเข้าไปใกล้ วาดมือปลดเครื่องทรงท่อนบนของพญายักษ์ออกเพื่อเผยแผ่นอกนูนแน่นน่าโลมเลีย สัญชาตญาณบางอย่างที่มีกำเนิดใต้เข็มขัดผุดล้นขึ้นราวกับตาน้ำ

“ให้ข้าช่วยไหม”

องคตเอ่ยปาก เมื่อได้รับอนุญาตจึงผลักท่อนแขนพญายักษ์ให้ยกสูง แนวไรขนใต้วงแขนแน่นหนักตามประสานักรบยักษ์ช่างน่าเสน่หาจนเกินอดทน องคตพิศอย่างลุ่มหลงจนแม้เขาเองก็ยังเหลือจะเข้าใจ หรือเขาจะวิปลาสไปแล้วด้วยว่าอยากจะลองลิ้มรสในสิ่งที่ไม่เคยมีสตรีนางใดให้เขามาก่อน

เพียงปลายลิ้นของพญาวานรไล้เลียใต้วงแขน ใบหน้าไวยวิกก็แดงเร่า ร่างกายร้อนแข็งและใหญ่โตขึ้นมาจริงดังที่องคตว่า

“อา...ท่านมีวิชาดีเหลือเกินองคต ไม่เคยมีนางใดทำให้ข้าเช่นนี้”

“ข้าก็ไม่เคยทำเช่นนี้กับนางใดเหมือนกัน”

สัมผัสจากปลายลิ้นส่งผ่านปลุกอารมณ์ในกายรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง ไวยวิกถึงกับวอนขอให้ฝ่ายที่รุกรานหยุดเสียก่อนที่อารมณ์จะพลุ่งพล่านรวดเร็วเกินไปนัก เขานอนพักหอบหายใจอยู่ชั่วครู่และมองใบหน้าของพญาวานรที่จ้องตรงลงมาด้วยอารมณ์ปรารถนาเต็มเปี่ยม ท่าทีกระหายในรสราคะเช่นนี้ต่อให้ไวยวิกหัวช้าแค่ไหนก็ไม่ยากเกินคาดเดา

“อยากสอนเราต่อหรือองค์คต”

“ไม่ ข้าอยากกอดท่าน”

ดวงเนตรไวยวิกถึงกับเหลือกตะลึง

ไม่มีคำตอบจากพญายักษ์ องคตจึงทึกทักว่าอีกฝ่ายเห็นตาม เขาโน้มใบหน้าลงบดริมฝีปากจุมพิตอย่างร้อนเร่า สัมผัสปลายลิ้นแลกไล้เสียจนเพียงแค่เริ่มก็แทบจะหลอมละลายทั้งสองฝ่าย วานรวาดมือไล้สัมผัสแนวกล้ามเนื้อต้นแขนพญายักษ์อย่างหลงใหล กับร่างกายผู้ชายแต่เดิมเขาไม่เคยนึกอยากแม้แต่มองด้วยซ้ำ ยิ่งกับพงศ์ยักษ์ที่ตัวสูงใหญ่และหนาหนักกว่าเขาเป็นเท่าตัวยิ่งไม่แม้แต่จะแล แต่ครั้งนี้กลับอยากสัมผัสดื่มกินเสียแทบขาดใจ เกินจะห้ามความกระหายไหวเมื่อได้อยู่บนร่างขุนพลอสุราที่งดงามเช่นนี้

องคตวาดริมฝีปากกลืนกินซอกคออย่างโหยหิว เขาลากปลายลิ้นต่อไปยังต้นแขนที่มีกำไลทองรัดรอบ ขบกัดกล้ามเนื้อแน่นพร้อมไปกับเด็ดดึงยอดอกจนฝ่ายพญายักษ์ครวญ แม้ไม่มีหน้าอกหน้าใจนุ่มนวลดังเช่นนางๆ ที่เคยได้สัมผัส แต่ผิวกายแน่นหนักแข็งแกร่งก็ให้ความรู้สึกดีอย่างเหลือเชื่อ

“อยากจะกินท่านเสียแล้วไวยวิก”

พญาวานรไล้เลียยอดอก ตวัดปลายลิ้นเร้าจนนูนแข็งสมฉายาวานรลิ้นทอง สัมผัสจากกล้ามอกแน่นน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก องคตเกินจะห้ามใจไหว บดเขี้ยวลงขบกัดผิวกายแน่นหนักอย่างรุนแรงจนสมอารมณ์หมาย หากเป็นนางอื่นคงได้เลือดตกยางออกไปแล้ว แต่ผิวกายแกร่งดั่งศิลาของไวยวิกทานทนต่ออารมณ์ร่านราคะรุนแรงของเขาได้ดีเหลือเกิน

แรงขบกัดบนแผ่นอกส่งกระแสซ่านจนไวยวิกตื่นชันยิ่งขึ้น ไม่เคยมีนางใดขบเขี้ยวลงบนเนื้อของเขามาก่อนจึงไม่เคยได้รู้เลยว่าสร้างตัณหาได้รุนแรงถึงปานนี้

“อา...ขอโทษด้วยเถิดไวยวิก อกท่านเป็นรอยฟันข้าเสียแล้ว ที่จริงข้าเป็นพวกลิงซาดิสต์หรอกหรือนี่”

องคตตบหน้าผากอย่างอ่อนใจ ฝ่ายที่สดับถึงกับคลี่ยิ้มด้วยว่าเขาเองก็กลับพึงใจในรสสัมผัสรุนแรงอย่างคาดไม่ถึงอยู่เหมือนกัน

“จะฝากรอยไว้ยิ่งกว่านี้ก็ได้ ชาตินักรบอย่างข้าต่อให้โดนธนูหรือพระขรรค์ก็ไม่อาจสร้างบาดแผลให้ได้หรอก”

พญายักษ์เปิดทาง ฟังดังนั้นก็ราวกับในอกขององคตมีไฟสีน้ำเงินร้อนแรงลุกโพลงขึ้นมา พญาวานรถอนดึงเส้นผมออกมาเส้นหนึ่งและเสกเป็นเชือกยาวมัดรอบลำคอพญายักษ์ ดึงลงผ่านแผ่นอกเสียดสีกับยอดอกจนฝ่ายที่ทอดกายสะท้าน อ้อมโอบรอดองค์เอวย้อนกลับไปมัดสองหัตถ์ไพล่หลังแน่น เสร็จกิจจึงพิศมองพญายักษ์ที่ถูกผูกมัดห่อหุ้มร่าวกับติดบ่วงตาข่าย

“ไวยวิก...ท่านเร้าอารมณ์ข้าเหลือเกิน”

องคตใจเต้นระรัวยามเมื่อเห็นนักรบกายหนักแน่นสีม่วงแก่ถูกพันธนาการไว้บนเตียง ท่าทางแสนละอายของพญายักษ์น่าเอ็นดูเหลือใจจนหมายจะสาดเทราคีให้ใบหน้าหล่อเหลาแสดงความอดสูเสียยิ่งกว่านี้อีก

ยิ่งถูกผูกรัด ไวยวิกก็ราวกับเปี่ยมด้วยแรงตัณหา พญายักษ์ผู้เป็นนายทัพใหญ่แห่งกรุงบาดาลอย่างเขาไม่เคยถูกใครผูดมัดด้วยเชือกเช่นนี้ ความรู้สึกที่ถูกเส้นเชือกเสียดสีและพันธนาการร่างไว้จนไม่อาจขยับไหวได้ดั่งใจช่างอันตรายจนทำให้อารมณ์สุกงอมเกินห้ามไหว

พญาวานรพิศร่างสูงใหญ่เปลือยเปล่าที่มีเพียงเส้นเชือกผูกรัดเป็นอาภรณ์ ลมหายใจหอบระรัวและแผ่นอกสีม่วงแก่กระเพื่อมไหวแทบจะเป็นจังหวะเดียวกับลมหายใจหอบกระชั้นของเขาเอง องคตคลานขึ้นไปคุกเข่าคร่อมเหนือเศียรพญายักษ์ด้วยแรงราคะที่บดบังดวงตาจนมืดบอด สองมือเล็กเอื้อมลงสอดไล้เส้นเกศาและขยุ้ม พลันดึงรั้งเศียรขึ้นมาอย่างนุ่มนวลให้พักตราพญายักษ์ลอยขึ้น

“อ้าปากสิท่าน”

ความร้อนแข็งขันแทบชิดใบหน้าทำให้ร่างที่ถูกพันธนาการตระหนก แต่กลับส่งกระแสให้ร้อนซ่านยิ่งขึ้นทั่วเอว ไวยวิกเผยอริมฝีปากออกตามบัญชา เพียงความร้อนผ่านลึกเข้ามาในริมฝีปาก สองแขนที่ถูกมัดแน่นก็บิดเกร็งส่งให้แรงผูดรัดเร้าอารมณ์อย่างไม่เคยสัมผัสมาก่อน

องคตสุขล้นแทบลอยขึ้นสู่ฟ้า เขากดใบหน้าหล่อเหลาที่บิดเบี้ยวและเปรอะเปื้อนน้ำตาให้กลืนกินลึกถึงลำคอสลับกับถอนออกเป็นจังหวะเร่าร้อน จนเมื่อจะหยุดอารมณ์ที่เปี่ยมล้นไม่ได้จึงถอดกายออกโอบหัตถ์บีดรัดผิวกายของตนอย่างรวดเร็ว ระงับการระเบิดอารมณ์ไว้ได้ในชั่ววินาที

“ฮ้า...ยังหรอกพญายักษ์ ข้ายังทำให้ท่านหฤหรรษ์ได้ยิ่งกว่านี้”

พญาวานรทิ้งเศียรพญายักษ์ลงกับกองหมอน ฝ่ายที่รับความเร่าร้อนถึงกับไอโขลกและน้ำหูน้ำตาไหลอาบ แต่ยังไม่ทันได้หอบหายใจเต็มอก ริมฝีปากเบื้องบนก็เข้าประทับบดเบียดจุมพิตรุกรานอย่างรุ่มร้อน ดูดดึงปลายลิ้นและริมฝีปากรุนแรงดั่งจะฉีกกระชาก สองมือบีบเค้นเด็ดดึงยอดอกบนแนวกล้ามเนื้อแน่นจนผิวกายเบื้องล่างของไวยวิกลุกชัน

เมื่อองคตยอมถอนริมฝีปาก พญายักษ์กายสีม่วงเข้มถึงกับลมหายใจขาดช่วง เขาสะดุ้งอีกครั้งเมื่อเห็นว่าวานรชันเข่าของเขาขึ้นสูง โอบหัตถ์สัมผัสรอบเท้าและไล้เลียขบกัดปลายนิ้วเท้ารุนแรง

“องคต ท...ท่านทำอะไร!

“ไม่เคยมีนางใดทำให้ท่านถึงเพียงนี้ใช่ไหมล่ะพญายักษ์”

ฝ่ายที่ปรนเปรอสอดปลายลิ้นไล้นิ้วเท้า ดูดดึงกระตุ้นเร้าจนไวยวิกรู้สึกราวกับกำลังถูกดูดดึงที่ร่างกายเบื้องล่างของตน จนเมื่อน้ำหวานหยาดหยดจากผิวกายร้อนแข็งสีม่วงแก่ราวกับอารมณ์จะระเบิด องคตจึงผลักเข่าทั้งสองของพญายักษ์ขึ้นสูงและกดลงจนแทบแนบสองหู ยกให้สะโพกสูงเสียจนปรากฏแดนเร้นลับที่ยังมิได้บอบช้ำจากการรุกรานชัดแก่สายตา

“น่ากินเหลือเกิน”

เสียงทุ้มของพญาวานรทำให้ไวยวิกอายจนร้อนซ่านทั้วใบหน้า ยิ่งเมื่อองคตไล้ปลายลิ้นลงยังบานประตูหวงห้ามซึ่งซ่อนลึกมิเคยเปิดเผยแก่ผู้ใด หัวใจก็แทบระเบิดออกมานอกอก

“องคต! มือของท่าน...ช่วยให้ข้าปลดปล่อยอารมณ์เถิด มันจะระเบิดอยู่แล้ว!

ฝ่ายที่สดับคลี่ยิ้ม

“ไม่ได้ดอกท่าน ความหฤหรรษ์มันอยู่ต่อจากนี้”

องคตบดปลายลิ้นแทรกลึกผ่านบานประตูต้องห้ามลงไปจุดอารมณ์จนพญายักษ์ส่งเสียงครวญ สองนิ้วบดเบียดเปิดทางให้รุกรานด้วยปลายลิ้นได้ล้ำลึกขึ้นอีก จนเมื่อฉ่ำชุ่มลื่นไหลจึงค่อยเพิ่มความอึดอัดเข้าไปอีกเป็นสองสาม

“ข้า...อึดอัด”

ไวยวิกประท้วง แต่ฝ่ายรุนรานก็เมตตาเอื้อมมือสัมผัสผิวกายร้อนแข็งเบื้องหน้าของพญายักษ์ที่บัดนี้มีสายน้ำปริ่มออกมาทีละน้อย มือเล็กบีบรัดปลายยอดและลูบไล้ความร้อนแข็งอย่างเชื่องช้า นวดคลึงโดยไม่ชักดึงด้วยว่าต้องการเก็บความสุขสมไว้ท้ายสุด

“ท่าทางท่านจะพร้อมแล้วนะไวยวิก”

พญาวานรปล่อยสะโพกลง เมื่อถอนปลายนิ้วออกก็บดแทรกกายรุกรานพญายักษ์อย่างร้อนเร่า สองมือบางดึงเชือกที่ผูกรั้งรอบกายเพื่อเหนี่ยวให้ร่างสูงใหญ่ให้เข้ามารับการรุกรานได้อย่างล้ำลึก จังหวะเร้งร้อนและแรงเสียดสีในร่างพญายักษ์ราวกับสาวบริสุทธิ์ท้าทายให้เขาต้องผ่านลึกเข้าไปให้ได้

“ฮ้า! อง...องคต! แรงอีก...แรงกว่านี้”

เสียงวอนขอจากขุนพลอสุราผู้น่าเกรงขามซึ่งบัดนี้จมอยู่ในบ่อโคลนแห่งธารราคะปลุกให้ดวงตาพญาวานรวาวโรจน์ รอยยิ้มผุดพรายที่ใบหน้า เขารับบัญชาจากพญายักษ์อย่างเต็มใจ บดแทรกและเพิ่มความล้ำลึกทีละน้อยอย่างร้อนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า ขบกัดต้นขางามที่พาดอยู่เหนือแผ่นอกอย่างคันเขี้ยว ยิ่งฝังรอยกัดบนกล้ามเนื้อแน่นตามแนวขา พญายักษ์ก็ราวกับจะบิดเกร็งเร้าอารมณ์ยิ่งขึ้น

ไวยวิกรู้สึกราวกับวิญญาณกำลังจะหลุดจากร่าง ความอึดอัดที่แทรกดันช่วยเติมแรงปรารถนาในกายได้อย่างล้นเหลือ พลันจังหวะเร่งเร้าสุดท้ายก็เบียดดันให้อารมณ์ของเขาพุ่งทะลักแตกกระจายโดยไม่แม้แต่ต้องสัมผัสผิวกายร้อนแข็งเพื่อดึงรั้งชักเย่อดังที่ผ่านมา เพียงแค่การรุกรานเบื้องหลังก็เปี่ยมด้วยตัณหารุนแรงเพียงพอที่จะพาเขาให้ถึงฝั่งอารมณ์ได้แล้ว

องคตมองสายน้ำสาดซัดบนผิวกายสีม่วงแก่ที่หนักแน่นด้วยกล้ามเนื้อก็ราวกับมีมารมาสิง ในดวงตาถูกเผาผลาญด้วยไฟราคะจนสติสัมปชัญญะมอดเป็นเถ้า เขาถอนกายออกและดิ่งตรงขึ้นไปหัวเตียง โอบใบหน้าหล่อเหลาขึ้นมาและขืนกายให้พญายักษ์กลืนกินความร้อนแข็งเข้าไปเสียจนลึกที่สุดในลำคอ

“กลืนให้หมด...”

เสียงทุ้มจากวานรบัญชา พญายักษ์ที่เพิ่งได้ปลดปล่อยอารมณ์จนน้ำหูน้ำตาไหลอาบก็ปฏิบัติตามอย่างรักดี

องคตรับสัมผัสนุ่มของปลายลิ้นและแรงบีบรัดในริมฝีปาก เขาหลั่งไหลตัณหารุนแรงลงในลำคอจนดวงหน้าหล่อเหลาของพญายักษ์บิดเบี้ยวและอาบน้ำตา จนเมื่อสิ้นสุดจึงค่อยถอนกายออกอย่างเชื่องช้า ราวกับเขาได้คว้าสวรรค์มาไว้ในมือแล้ว องคตหอบระรัว เขาทอดดวงตามองใบหน้าขุนพลยักษ์ผู้องอาจที่บัดนี้สั่นเทิ้มและพยายามดื่มกินสายนทีแห่งราคะเสียให้หมดดังบัญชา น่าใคร่เสียเหลือเกิน

ไวยวิกหอบหายใจระรัว เขาช้อนดวงตาขึ้นมองพักตราของพญาวานรซึ่งบัดนี้มารที่สิงสู่คงออกไปแล้ว ใบหน้าองคตระบายรอยยิ้มนุ่มนวลดังเดิม มือเล็กค่อยๆ แกะเชือกให้อย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นรอยแดงตามผิวกายสีม่วงอ่อนก็บรรจงไล้เลียอย่างถนอมด้วยความเป็นห่วงเหลือแสน

“ข้าทำให้ท่านเจ็บมากหรือเปล่า”

องคตกระซิบถาม เขาดึงร่างพญายักขึ้นนั่งและโอบกอดรอบแผ่นอกใหญ่ไว้แน่น ซบลงที่หัวไหล่ราวกับสาวน้อยแสนอายทั้งที่เป็นฝ่ายรุกรานอย่างบ้าคลั่งจนถึงเมื่อครู่แท้ๆ

ไวยวิกอมยิ้ม เขาวาดมือใหญ่ขึ้นตบแผ่นหลังวานรแผ่วเบาและหันไปจุมพิตเส้นผมอย่างรักใคร่

“ไม่...ไม่เจ็บเลย”

ใบหน้าวานรจึงค่อยคลายออกมาจากหัวไหล่ เขาเงยขึ้นรับจุมพิตจากพญายักษ์อย่างนุ่มนวล แลกไล้ปลายลิ้นด้วยกิริยาเชื่องช้านุ่มละมุนผิดกับความร้อนแรงเมื่อครู่ลิบลับ ดื่มด่ำเนิ่นนานในอ้อมแขนแน่นหนักที่โอบรัดแนบแน่น

“อา...ข้าคงตายตาหลับได้แน่ไวยวิก”

องคตกระซิบ

“ข้าก็เช่นกัน”

ไวยวิกคลี่ยิ้มและโอบใบหน้าวานรมารับริมฝีปากดื่มด่ำเชื่องช้าราวกับจะหยุดเวลาไว้เพียงเท่านี้ โดยไม่ได้สังเกตว่าบานบันชรที่เปิดกว้างอยู่ในแนวตรงกับบานบัญชรของอีกตำหนักหนึ่งซึ่งนางพิรากวนได้เห็นทุกท่วงท่าของโอรสและลิงเขียว แม้จิตใจมารดาหมดสิ้นความหวังที่จะได้ลูกสะใภ้ แต่ความที่หล่อนตระหนกกับโทษประหารอยู่มากกว่า ดังนั้นเรื่องนี้จึงเล็กน้อยนัก ไม่ถึงกับจะต้องตีโพยตีพายอันใดแต่เพียงแค่ต้องชงยาลมดื่มหมดไปหลายแก้วหน่อยเท่านั้นเอง

ภายในห้องแต่งองค์ของมหาบพิตรแห่งกรุงบาดาล เหล่านางกำนัลวิ่งวุ่นหยิบเครื่องทรงและจัดเตรียมสัมภาระสำหรับไมยราพณ์เพื่อติดตัวไปยังเขาสุรกานต์ มัจฉานุในวัยหนุ่มน้อยนั่งหลังตรงอย่างสง่างามพิศดูเหล่านางกำลังทรงฉลองพระองค์ให้พญายักษ์อย่างสงบ พลันเมื่อองค์บพิตรปรายดวงตามาสบตรงกัน เด็กหนุ่มก็กลับหันหนีอย่างละอาย

“ออกไปให้หมด”

ไมยราพณ์บัญชาด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น เหล่านางกำนัลจึงรีบออกไปโดยเร็วและปิดบานทวารลงจนเหลือเพียงความเงียบและมัจฉานุเท่านั้น

“ช่วยข้าแต่งตัวหน่อยสิ”

เด็กหนุ่มผิวกายขาวละเอียดยันกายลุกขึ้น เขาย่างตรงไปช่วยจัดภูษาและกระชับรัดองค์ก่อนนำแก้วแหวนมาประดับ

ไมยราพณ์พิศร่างบุตรชายอย่างครุ่นคิด

“เจ้าโตขึ้นกว่าวันแรกที่มาถึงมากนะ”

เด็กหนุ่มได้ฟังก็นึกหดหู่ใจ หากเป็นในเพลาก่อนคงรู้สึกอิ่มเอมที่ได้รับคำชมเช่นนี้ ก่อนหน้าเขาปรารถนาจะเติบใหญ่ด้วยว่าอยากจะจับจองเป็นเจ้าของพระบิดาเหลือเกิน แต่จากเหตุการณ์ราตรีที่ได้เสวยอารมณ์ดื่มด่ำอย่างแสนโศก เขาก็ได้พบแล้วว่าเด็กน้อยมัจฉานุได้รับความเมตตามากกว่าเติบใหญ่เช่นนี้ แต่กาลล่วงผ่านมาแล้ว เขาไม่อาจกลับไปเยาว์วัยได้อีก

“พระบิดาไม่ให้ข้าติดตามไปที่เขาสุรกานต์ด้วยหรือ”

เด็กหนุ่มเอ่ยถาม

“ไม่จำเป็น ตอนนี้ไวยวิกก็ถูกขัง ดังนั้นเจ้าต้องเป็นผู้สำเร็จราชการแทนข้าอยู่ที่นี่”

ไมยราพณ์เปรย

ท่าทางเย็นชาและบรรยากาศหนักอึ้งราวกับมีแท่งตะกั่วกดทับอยู่รอบกายแทบทำให้มัจฉานุหายใจไม่ออก เขาไม่อาจย้อนเวลาไปเป็นเด็กน้อยน่ารักได้จึงไม่อาจเป็นที่โปรดปรานอีกแล้ว คิดดังนั้นจู่ๆ น้ำตาก็ร่วงลงอาบแก้มผล็อยๆ

ฝ่ายพญายักษ์เห็นบุตรชายน้ำตาหยดก็ตกใจ

“เฮ้ย! เป็นอะไรมัจฉานุ”

“ฮึก...พระบิดาคงไม่เอ็นดูข้าเหมือนแต่ก่อนแล้วเพราะข้าโตขึ้นใช่ไหม”

พญายักษ์มองดูก็ถอนลมหายใจ เขาเอื้อมมือลูบไล้ศีรษะเด็กน้อยที่มีเส้นผมสีทองคำหยักศกงดงาม ร่างสูงใหญ่ดึงเด็กหนุ่มให้ไปนั่งลงที่อาสนะก่อนจะทรุดกายลงที่เก้าอี้ไม่ห่างกัน

“ฟังข้านะมัจฉานุ ไม่ว่าเจ้าจะกลายเป็นตาแก่เกินหน้าข้าไปไกล เจ้าก็ยังเป็นลูกรักของข้าอยู่ดี”

ท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยมและรอยยิ้มเมตตาทำให้เด็กหนุ่มซาบซึ้งเหลือประมาณ

“แม้ว่าข้าจะไม่น่ารักน่าเอ็นดูแล้วน่ะเหรอ”

“เจ้าก็ยังเป็นเด็กน้อยน่าเอ็นดูในสายตาข้าอยู่ดี”

“แต่พระบิดาโกรธที่ข้าโตขึ้น”

ไมยราพณ์เหล่ดวงตาออกไปทางอื่นอย่างขัดเขิน เขาเอื้อมมือลูบท้ายทอยด้วยความเขินอายแต่ก็ตัดสินใจพูดให้รู้เรื่องเสียดีกว่า

“ไม่ได้โกรธที่เจ้าโตเป็นหนุ่ม แต่ข้าหวงเจ้า ข้าหึงหวงที่เห็นเจ้าอยู่กับลิงเขียวนั่น หึงหวงที่เจ้าอยู่กับไวยวิก ข้าเป็นพ่อเห็นแก่ตัวที่ไม่ปรารถนาจะให้เจ้าไปใกล้ชิดกับคนอื่นเกินกว่าข้า”

พญายักษ์ยังคงเน้นว่าความสัมพันธ์ไม่ได้เกินเลยไปกว่าพ่อลูก

ดวงตามัจฉานุแวววาวขึ้นทันใด เด็กหนุ่มกระโดดลงไปนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าและวาดแขนวางบนตักบิดาอย่างมีความหวัง

“แปลว่าท่าไม่ได้โกรธเกลียดข้า”

“ข้าเคยโกรธเกลียดเจ้าเสียที่ไหนกัน”

พญายักษ์ยิ้มอย่างเมตตา เขาไล้ศีรษะเด็กหนุ่มอย่างเบามือ แต่กลับถูกมัจฉานุจับข้อมือไว้แน่นทั้งสองข้าง ดวงหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มเงยขึ้นมองด้วยดวงตาฉ่ำออดอ้อนเช่นเดิม แต่บรรยากาศบางอย่างเปลี่ยนไป

“ข้าจะไม่ขอให้ท่านรักข้า แต่หากพระบิดาจะกรุณา ข้าจะขอ...”

เด็กหนุ่มยันกายขึ้นจุมพิตริมฝีปากพญายักษ์อย่างแผ่วเบา แต่อีกฝ่ายกลับสลัดใบหน้าหนีอย่างแรง

“หยุดเดี๋ยวนี้มัจฉานุ”

“ได้โปรด...พระบิดา”

มัจฉานุชันเข่าขึ้นบนเก้าอี้และคร่อมเหนือตัก สองมือโอบใบหน้าพญายักษ์เข้ามาประทับจุมพิตดื่มด่ำล้ำลึก แม้สองมือไมยราพณ์จะพยายามดันร่างขาวกระจ่างเบื้องหน้าออกไป แต่เรี่ยวแรงราวกับปุยนุ่นของเขาก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เด็กหนุ่มขยับแม้แต่น้อย

“มัจฉานุ! ข้ามาแต่งตัวนะ! ไม่ใช่ให้เจ้ามาถอด!

“เมตตาข้าเถอะพระบิดา”

เด็กหนุ่มแหวกมือลงตามแนวเสื้อลงมา ไล้ลูบผิวกายสีม่วงอ่อนและประทับจุมพิตลงแผ่นอกอย่างเสน่หา ขบกัดยอดอกจนพญายักษ์สะดุ้งไหว

“ปล่อย...ขืนทำอะไรตรงนี้ข้าจะโกรธเจ้าจริงๆ นะ!

มัจฉานุหยุดกิจกรรมทันใด ราวกับเด็กหนุ่มได้เสวยสติจึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงพักตร์แสนละอาย

“พระอาญามิพ้นเกล้า อภัยให้ลูกโง่คนนี้ด้วยเถิดพระบิดา ข้าคงดีใจเกินไปที่ท่านมิได้ถือโทษ”

เด็กหนุ่มหย่อนกายลงกลับไปนั่งคุกเข่ากับพื้นและซบใบหน้าลงบนตักบิดาอย่างสงบ ค่อยทำให้ไมยราพณ์หายใจหายคอคล่องขึ้น

“ข้าจะไม่ร่วมหอกับสตรีใด จะไม่มีชายา จะไม่มีทายาท ดังนั้นพระบิดาโปรดวางใจว่าลูกคนนี้จะถวายชีวิตอยู่เพื่อรับใช้ท่านแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น อย่าได้ระแวงใจคิดว่าข้าจะเป็นอื่นเลย”

มัจฉานุเงยใบหน้างามขึ้นสบเนตรอย่างมุ่งมั่น

“เจ้าไม่ต้องทำถึงเพียงนี้ก็ได้”

“พระบิดาทราบดีว่าหากจะเรียกใช้ข้า สิ่งใดที่เป็นรางวัลดั่งน้ำชโลมใจให้ลูกโง่คนนี้ได้ และสิ่งใดเป็นทัณฑ์ที่จะประหารข้าได้”

ดวงหน้าหล่อเหลาของมัจฉานุแฝงแววอ้อนวอนแต่ไม่ทิ้งความเด็ดเดี่ยว

ไมยราพณ์ถอนลมหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย

“เจ้าก็หาทางให้ข้าสงสารเสียจนได้ เอาเป็นว่าข้าขอบใจล่วงหน้าที่เจ้าจะช่วยดูแลสอดส่องในเมืองบาดาลยามข้าไปหุงยาที่เขาสุรกานต์เสียแล้วกัน”

มือใหญ่กระชากสังวาลของมัจานุจนเด็กหนุ่มตัวลอย พญายักษ์ประทับจุมพิตอย่างนุ่มนวลแต่เพียงผิวเผินและผละออกเสียก่อนจะสร้างความล้ำลึก

เพียงได้รางวัลเล็กน้อย มัจฉานุก็ก้มหน้าอย่างอดทนด้วยน้ำตาเครือ เขาถอยออกมาคุกเข่าและโน้มศีรษะขอบคุณที่บิดาเข้าใจเป็นอย่างดี

ท่าทางอดกลั้นอย่างที่สุดเช่นนี้ยิ่งทำให้ผู้เป็นบิดาใจอ่อนหนักขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่ว่าจะใจอ่อนเพียงใด เขาก็ลั่นสัตย์ปฏิญาณแล้วว่าจะไม่มีความสัมพันธ์กับมัจฉานุเกินเลยกว่าพ่อลูกเป็นอันขาด

“เจ้าคงรักข้ามาก”

เสียงทุ้มเอ่ย

“ยิ่งกว่าชีวิตของข้าเองเสียอีกพระบิดา”

ไมยราพณ์มองร่างบุตรชายที่ยอมนั่งคุกเข่าห่างออกไปและอดทนอย่างเต็มที่ เขายันกายลุกขึ้นกระชับอาภรณ์และเรียกนางกำนัลเข้ามาจัดแต่งองค์อีกครั้ง มือข้างหนึ่งหยิบกล้องยาขึ้นสูบอย่างใจเย็น

“การรับเจ้าเป็นลูก เป็นเรื่องที่ข้าไม่เคยเสียใจเลย”

พลันได้ยิน ดวงตาของมัจฉานุก็มีน้ำตาร่วงผล็อยไม่หยุด เขาจึงได้แต่ขอตัวออกจากห้องไปอย่างสงบ

สวัสดีค่า ^_^

เป็นอย่างไรบ้างคะ เสียเลือดเล็กน้อยพอกรุบกริบ หุๆๆ เด็ดทิชชู่มือเป็นระวิงทีเดียว ก็แหม...Blueฯ มานั่งคิดๆ ว่ามันยังไม่ครบรสค่ะ นึกอยู่นานว่าขาดรสอะไร ก็คือรสเผ็ด SM นี่เอง เอิ้กๆๆๆ ไม่มีเดี๋ยวไม่อร่อยค่ะ ผ่านบทอัศจรรย์ไปแล้วต้องต่อด้วยคู่ดราม่าที่ชีวิตพลิกผันสักเล็กน้อย น้องนุเดาอารมณ์ป๊ะป๋าไม่ถูกใช่ม้า ป๊ะป๋าเขาก็ยังเดาอารมณ์ตัวเองไม่ถูกเหมือนกันล่ะค่ะ คนไม่เคยมีลูก แถมไม่เคยโดนลูกกดอีกต่างหาก คงต้องให้เวลาป๊ะป๋าไปสงบสติอารมณ์ที่เขาสุรกานต์หน่อยค่ะ นั่งหุงยาไปจะได้ใจคอสงบ เผื่อกลับมาจะได้ใจดีเหมือนเดิม

ตอนหน้าดูเหมือนว่าทางทัพพระรามจะรู้ตัว (ซักที) ว่าองคตหายไป งานนี้หนุมานคงได้โดนสั่งให้ตามหาแน่ค่ะ ส่วนทางนางมณโฑก็รู้ว่าลูกชาย (องคต) โดนจับไปขังไว้ที่บาดาลร้อนถึงอินทรชิตต้องตามไปเยี่ยมแทนแม่ หนุมานเลยได้เจอะกับดาร์ลิ้งโดยมิได้นัดหมายค่ะ คู่นี้เขาสปาร์คแรง เอาเป็นว่าลุ้นต่อว่าใครจะได้เป็นผัวเป็นเมีย แบ่งงานกันดีๆ แล้วกันค่า

ขอบคุณแฟนอาร์ตค่า ป๊ะป๋ากับน้องนุวัยโตขึ้นนิดนึงน่าเอ็นดู๊เอ็นดู และไวยวิกในลีลาอีโรติคที่กล้ามท้องล่ำปึ้กโดนสาดนมข้น ฟินกันเลยทีเดียว พบกันใหม่ตอนหน้าค่า

Comment

Comment:

Tweet

ว้ากกกกกกกกกกกก. ค้างอา

#10 By Toon (125.24.20.176|125.24.20.176) on 2015-02-14 22:31

ไวยวิกร้อนแรงจนองคตห้ามใจไม่อยู่กันเลยทีเดียวค่าาา

#9 By Merril on 2014-05-26 11:54

แม่คะหนูเขินนนน  

#8 By blackwings (58.8.7.61|58.8.7.61) on 2014-05-25 02:35

เจ้าค่าเอ๊ยยยย คู่ไวยวิกกับองคต SM ได้ใจมาก ๆเจ้าค่ะ ตอนหน้าคู่หนุมานจะมาแล้วสินะ สินะ สินะ คู่นี้แบบ.. แซ่บได้ใจ 555
ปล. ตอนนี้คือ พีคคู่มัจฉานุกับไมยราพย์มากกกกก รอฉากกิ๊บกิ้วกันค่ะ อิอิย์

#7 By G.Ren on 2014-05-24 23:55

รอคู่หนุมานนนนนนนนนนนนนน

><

#6 By shirahane (171.7.96.76|171.7.96.76) on 2014-05-24 22:22

ไล่อ่านรวดเดียวถึงตอน 51 อย่างบ้าคลั่งค่ะ 
ตามพี่บลูมาตั้งแต่ในเด็กดี ตอนแรกทำใจนานมากว่าจะอ่านเรื่องนี้ดีไหม...​พออ่านปุ๊บ ยาวเลยค่ะ 5555555 ฮือออ ชอบมากกกกก ทำให้อยากกลับไปอ่านรามเกียรติ์อีกรอบ กร๊ากกกกก
ตอนนี้ SM !! นึกถึงตอน Sweetฯ เลยค่ะ (โบกป้ายเชียร์คู่ลุดวิกยูจีนสุดใจขาดดิ้น) อ่านนิยายพี่บลูแล้วบางทีเดาไม่ถูกว่าใครจะกดใคร ใครจะโดนกด ล้ำ ๆ บางทีก็โดนกดได้ 5555555 คราวนี้ไวยวิกเลยพลาดโดนองคตขอขมา (???) ไปจนได้ คุณแม่พิรากวนรับยาดมหน่อยไหมคะ ฮาาาา
ส่วนฝั่งไมยราพณ์กับมัจฉานุ...​อุตส่าห์เชียร์ให้พ่อไมยราพรณ์เป็นสมภารกินไก่วัด แต่ตอนก่อนดันลั่นวาจาไว้ว่าจะไม่เอาน้องปลาเป็นเมียนี่มันยังไง! งั้นท่านก็ตกเป็นของลูกตัวเองเถอ---- //โดนตี
รอตอนต่อไปนะคะ ดีใจมากที่พี่บลูอัพเรื่องนี้บ่อย แฮ่

#5 By Wirunyupha on 2014-05-24 19:33

ท้ายดงตาลเกิดสมรภูมิเลือดเดือด ส่วนพระราชวังก็ต้องลุ้นกันต่อว่าคุณยักษ์ม่วงว่าจะยอมเปลี่ยนสถานะให้น้องนุหรือเปล่าconfused smile confused smile  คุณหลานกับน้องลิงเขียวทำเรากำเดาไหลจ๊อกเลยซับๆก่อนจากนี้คุณหลานคงตัดใจจากน้องนุได้แล้ว ตอนหน้าน้องลิงเผือกจะมาเจอกับคุณยักษ์เขี้ยวมะลิแล้วตื่นเต้นจัง ถ้างั้นน้องลิงเผือกก็ต้องเจอน้องนุล่ะสิ งานงอกแล้วถ้าคุณยักษ์เขี้ยวมะลิเข้าใจผิดล่ะก็กรุงบาดาลจะวอดวายไหม หรือน้องลิงเผือกจะกลายเป็นลิงพะโล้แทนน้องลิงเขียวwink wink

#4 By momo (1.46.225.3|1.46.225.3) on 2014-05-24 18:21

เสร็จสมอารมณ์หมายไปอีก คู่ฟินจนแทบกำเดาพุ่ง ท่าทางคุณแม่คงจะส่องจนแทบเป็นลม เป็นแน่แท้ซดน้ำไปหลายแก้วฟินพระเจ้าค่ะ 
ส่วนทางคู่พ่อลูกก็น่ารักกันเหลือเกิน 
ตอนหน้าน้องลิงเผือกกับพี่ยักษ์เขี้ยวมะลิ จะเสร็จสมอารมณ์หมายตามหลายๆคู่ไปไหมนะ อ้ากกกกกกไม่อยากจะคิดมันฟินนนนนนน 

#3 By Dabew on 2014-05-24 12:34

โอววว ไวยวิกเจ้าเคะหรอกหรอ...อืม..
ว่าแต่ตกลงจ้องนุจะเมะหรือจะเคะ เดายากจริงๆ ถ้าเอาแรงเทียบคงเมะแน่แต่ถ้าลักษณะคงจะเคะ//หรือเปล่าหว่า
ส่วนน้องหนุมาน ยอมตกเป็นเมียของพี่อินจะดีกว่า อิอิ

#2 By MR.R (1.10.213.142|1.10.213.142) on 2014-05-24 11:45

โอ้โห เลือดหมดตัวเลยทีเดียววว>< แหม่ทีหลังอย่าไปอยุ่ในดงตาลนะจ๊ะ มาอยุ่บ้านเค้าดีกว่า>///< การที่ป๊าพูดสารภาพความจริงมันเป็นอะไรที่ฟินนาเร่ที่สุด หึง หวง คำนี้มัน...จริงอะไรจริงcry ตอนหน้าน้องลิงกับยักษ์ของหนูจะอ๊ะจ๊ะอ๊ะกันแล้วสินะ>< อร๊ากกกกกจะบ้าตาย รอตอนต่อไปไม่ไหวแล้วค่ะ
หนูรออ่านตอนหน้าอยู่นะค่ะ ขอบคุณที่อัพบ่อยๆค่ะ

#1 By ME (223.205.249.214|223.205.249.214) on 2014-05-24 11:32