ความเจ็บแสบที่เศียรปลุกให้พญายักษ์กายสีม่วงแก่ให้ค่อยๆ คลี่ดวงตาลืมขึ้นจากความมืด เขาจ้องตรงไปยังเพดานก็พบว่าไม่คุ้นเคย เมื่อสอดส่ายสายตาไปรอบกายจึงพบว่าห้องนี้ไม่ใช่ห้องนอนของเขาเป็นแน่ คิดดังนั้นจึงประคองร่างลุกขึ้นนั่งอย่างยากเย็น ท้ายเศียรมีผ้ายันต์ปิดไว้และความปวดแสบจากบาดแผลก็ยังไม่คลาย

“ฟื้นแล้วหรือไวยวิก”

เสียงทุ้มดังจากร่างที่ปรากฏขึ้น ณ บานทวาร

พญายักษ์กายสีม่วงแก่หันไปมองก็เหลือกดวงตาลืมอย่างแปลกใจ

“องคต”

พญาวานรกายสีเขียวแก่ตรงรี่เข้ามาทรุดกายนั่งข้างเตียงพร้อมกับขันน้ำ

“ข้าว่าจะเช็ดตัวให้ท่านพอดี ท่านหลับไปสองวันสองคืนเชียว เจ้าเสนายักษ์กายสีหมึกตนนั้นที่วาดตะบองเข้าที่เศียรท่าน ชื่ออะไรนะ...”

“จิตรกูล”

“ใช่! จิตรกูล! ของท่านเจอตะบอง แต่ของข้าแค่สันมือเลยสลบไปแป๊บเดียว”

ท่าทางร่าเริงตามวิสัยวานรไม่ได้ช่วยทำให้ใจของไวยวิกสงบลง เขากวาดตาดูโดยรอบก็ยังนึกไม่ออกว่าตนอยู่ที่ใด

“ที่นี่คือทัพพระรามหรือ ท่านจึงได้มาอยู่พยาบาลข้าเช่นนี้”

องคตส่ายหน้า

“มิได้ ที่นี่คือท้ายดงตาลในเมืองบาดาล พญาไมยราพณ์สั่งให้ขังท่านกับข้าไว้ที่นี่ด้วยข้อหาล่อลวงมัจฉานุ ช่างเป็นพ่อที่หวงลูกเสียจริง ส่วนมารดาท่านอยู่ที่ตำหนักข้างๆ สงสัยกลัวว่าข้าจะเป็นลิงหื่นกามกระมังจึงให้แยกกันอยู่ ฮ่าๆๆๆ”

วานรหัวเราะร่วน ที่จริงตอนตื่นขึ้นมาเขาก็งงงวยเช่นเดียวกับไวยวิก แต่เมื่อไมยราพณ์ตามมาเฉลยและฟาดกล้องยาตบหน้าเขาด้วยแรงเบาเท่าปุยนุ่นไปเมื่อวานจึงได้กระจ่างใจ

ไวยวิกหันไปมองหน้าองคตด้วยกิริยางุนงงอีกครั้ง

“แต่ข้าไม่ได้ล่อลวงมัจฉานุ แค่พามาขึ้นครูเท่านั้นเอง”

องคตอมยิ้มและเหล่ตาไปทางอื่น พญายักษ์กายสีม่วงแก่ตนนี้ซื่อดีเสียจริง

“ก็แหม...มันไม่ต่างกันดอก ไมยราพณ์อาจจะอยากให้ขึ้นครูกับสตรีเสียแทนก็ได้ ดันมาเจอตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มพอดีเชียว งานนี้ข้าได้โดนต้มเป็นลิงพะโล้อยู่ท้ายดงตาลนี่แหงๆ”

ได้สดับดังนั้นไวยวิกก็กระสับกระส่ายอย่างร้อนรนจนฝ่ายองคตเริ่มห่วง

“ไม่ต้องกังวลหรอกพญายักษ์ ข้าว่าเราสองคนไม่โดนต้มเร็วๆ นี้ดอก เพราะองค์ไมยราพณ์แกบอกว่าจะต้องไปหุงยาที่เขาสุรกานต์ให้เสร็จเสียก่อนค่อยกลับมาชำระความกับเรา ดังนั้นยังพอมีเวลาเหลือ”

“เหลือสำหรับสิ่งใดเล่า!

พญาวานรมองร่างที่ตระหนกก็แสนเห็นใจ ไวยวิกคงเป็นคุณหนูที่ถูกเลี้ยงมาอย่างดีจึงไม่คุ้นเคยกับการถูกลงทัณฑ์เช่นนี้ เขาสิถูกพระบิดาพาลีพร่ำสอนเป็นประจำ น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่เด็กดีเท่าใดจึงไม่ค่อยเกรงกลัวอาญาบิดาและไม่ค่อยยอมอยู่รับฟังคำสอน จึงได้กลายเป็นลิงเจ้าสำราญอย่างทุกวันนี้

เมื่อเห็นว่าวานรนิ่งไป ไวยวิกจึงเริ่มได้สติ

“เอ่อ...ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้มีเจตนา...”

“เอาเถอะ”

องคตโบกไม้โบกมือ

“ทำใจให้สบายเถิดพ่อหนุ่ม อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นอสุรพงศ์เช่นไมยราพณ์ ข้าว่ามาตุลาเจ้าไม่คิดประหัตถ์ประหารเจ้าจริงดอก คงเพียงแค่กริ้วเกินทนและจับเจ้ามาขังไว้ไกลหูไกลตาจนกว่าโทสะจะบรรเทาเท่านั้นเอง ข้าสิเป็นวานรพงศ์ อย่างไรเสียก็คงไม่พ้นเป็นลิงพะโล้”

ได้สดับ พญายักษ์จึงโอบร่างขององคตเข้ามาในอ้อมกอดแน่น ความล่ำทำให้วานรไม่อาจดิ้นหนี จึงได้แต่เพียงยอมซบใบหน้าลงบนกล้ามอกแน่นปึ้กต่อไป

“ข้าไม่ยอมให้ท่านเป็นอะไรแน่องคต ท่านอุตส่าห์สอนสรรพวิชาให้ข้าและมัจฉานุ เป็นครูผู้ประสาทความรู้ ไม่ควรต้องได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เลย”

องคตขำในใจ เออนะ...ยักษ์ตนนี้บ๊องๆ น่ารักดีแฮะ

“แล้วตกลงฝึกฝนสำเร็จไหมล่ะท่าน”

ไวยวิกถึงกับหูตาแพรวพราว

“สำเร็จสิ! จะลองดูผลงานหน่อยไหม”

ว่าแล้วร่างสูงใหญ่ก็จัดแจงปลดรัดองค์ออกอย่างรวดเร็ว พญาวานรพิศดูพญายักษ์ยังคงใช้ผ้าชายไหวของเขาประดับก็นึกขำขึ้นมา เพราะเขาเองก็ประดับผ้าชายไหวของไวยวิกอยู่ด้วยเช่นกัน แม้จะเห็นดังนั้นแต่กลับไม่ได้อยากรีบร้อนแลกคืนแต่อย่างใด

พญายักษ์เอนกายเปลือยท่อนล่างลงนอนและไล้ลูบผิวกายดึงรั้งทีละน้อย ฝ่ายองคตเห็นดังนั้นก็รู้สึกกระดากอายเสียจนต้องหันใบหน้าไปทางอื่น เออนะ...พงศ์อสุรานี่ก็แปลก ดูถูกวานรว่าป่าเถื่อนแล้วนิยามว่าตนเป็นเผ่าพันธุ์ศิวิไลศ์ แต่ไฉนกลับเปิดแดนเร้นลับโชว์ชาวบ้านแบบนี้เป็นปกติวิสัย หรือจะมีแค่ไวยวิกเท่านั้นที่แตกต่างจากยักษาตนอื่น คิดได้ดังนั้นจึงจัดแจงดำเนินไปปิดบานทวารลงกลอนเสียอย่างรวดเร็ว แม้จะรู้ว่าแถบนี้ไม่มีนางกำนัลใดนอกจากทวารบาลที่เฝ้าทางเข้าตำหนักท้ายดงตาลอยู่ห่