มหาบุรุษกายสีเขียวนวลประทับนั่งบนราชอาสน์อย่างสงบภายในรถแก้วเวไชยันต์ซึ่งบัดนี้เคลื่อนมาถึงเชิงเขามรกตเป็นที่เรียบร้อย ความโอ่โถงกว้างขวางของเทวยานจากวิมานดาวดึงส์ทำให้เหล่าโยธาวานรไม่ต้องก่อพลับพลาให้พระราม ด้วยว่าภายในรถแก้วเวไชยันต์รังสรรค์งดงามด้วยรัตนชาติสูงค่ามากมายราวกับวังเคลื่อนที่ก็ไม่ปาน

พระรามกรีดขนตาลงมองมงกุฎที่วางอยู่บนพานเบื้องหน้าอย่างพิจารณา ซ้ายขวาขนาบด้วยพิเภกและลักษมัณซึ่งต่างก็ตกตะลึงเมื่อได้เห็น ทิศหน้าคือสุครีพคุกเข่าถวายรายงานให้ทราบว่าจัดการหักฉัตรเป็นที่เรียบร้อยและยังคว้าเอามงกุฎชัยของทศกัณฐ์มาถวายด้วย

“ช่างเลิศล้ำเหลือเกินนายทัพสุครีพ”

พระรามเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงใสกังวาน

ดวงหน้าพระยาพิเภกหันไปมองสุครีพ ก็ต้องแปลกใจว่านายทัพเพียงกล่าวรับพระมหากรุณาธิคุณต่อคำชมอย่างสงบทั้งที่ผลงานนี้น่าตื่นตาเหลือแสน ด้วยว่าถวายมงกุฎซึ่งติดอยู่บนยอดเกศาก็ไม่ต่างอะไรกับการถวายเศียรใส่พาน แต่เหตุใดพญาวานรกายสีชาดจึงมีใบหน้าเศร้าหมองเช่นนี้

“ท่านไม่สบายที่ใดหรือเปล่าสุครีพ”

พระยาพิเภกเอ่ยถามสหาย เมื่อนั้น พระลักษมณ์จึงได้สังเกตเห็นและเอ่ยถามเช่นกัน

“จริงด้วยสิ หรือว่าเจ้าบาดเจ็บ”

สุครีพส่ายหน้าเบาๆ

“หามิได้ ข้าเพียงแต่เหน็ดเหนื่อยเหลือแสน อย่างไรเสียท้าวทศกัณฐ์แห่งกรุงลงกาก็เป็นคู่ต่อสู้ที่มีอิทธิฤทธิ์เปี่ยมล้น หากมิมีคนช่วย...ข้าหมายถึงโชคช่วย คงไม่อาจนำมงกุฎกลับมาถวายองค์รามได้ทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่ดอก”

พระรามสดับอย่างครุ่นคิด องค์ปรายเนตรมองมาตุลีซึ่งนั่งสงบอยู่อีกมุมหนึ่งของโถงด้วยกิริยาเรียบนิ่งเช่นกัน ฝ่ายนั้นหัตถ์หนึ่งยังคงพันผ้าไว้อย่างแน่นหนาเนื่องว่าถูกพระขรรค์ของพญารากษสแทงเสียจนบาดเจ็บ ดังนั้นหลายชั่วยามนี้คงต้องพำนักที่เขามรกตไปก่อน จนกว่ามาตุลีหายดีจึงจะสามารถคุมสินธพเพื่อเดินทัพต่อไปได้

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงพักเสียให้สบายเถิดสุครีพ ทั้งเจ้าและมาตุลีต่างก็เหน็ดเหนื่อยสิ้นแรง เหล่าวานรเองก็เพิ่งได้นอนพักอย่างสงบหลังได้กินอิ่มท้อง จะใช้เวลาเตรียมทัพนานเสียหน่อยเราก็มิได้ว่าอะไร”

น้ำเสียงกระจ่างดั่งระฆังแก้วเอ่ย

ฝ่ายที่ฟังก็อดแปลกใจไม่ได้ ด้วยว่าก่อนหน้านี้พระรามกำชับแล้วกำชับอีกให้รีบเดินทัพ แต่บัดนี้กลับอนุญาตให้พักรอ แต่ในเมื่อเป็นคุณแก่ทุกฝ่ายจึงมิได้มีผู้ใดคัดค้าน

มาตุลีดำเนินตรงไปยังที่พักในยามอาทิตย์ลับขอบฟ้า เขากุมมือที่ยังพันผ้าแน่นด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบ ระหว่า