มัจฉานุกึ่งเดินกึ่งวิ่งอย่างสำราญระหว่างทางลงเขามรกตไปยังบานทวารมิติมายาเพื่อกลับเมืองบาดาล ระหว่างทางกลับได้ยินเสียพุ่มไม้ไหวตรงมาอีกครั้ง ทีแรกคิดว่าเขาอาจจะลืมสิ่งใดแล้วลุงเสือวิ่งตามเอามาให้ แต่จังหวะฝีเท้าที่เบากว่ากันมากเห็นทีจะไม่ใช่เสียแล้ว

มือเล็กขาวละเอียดชักตรีขึ้นมาตั้งท่าด้วยใจระทึก

“หนอย...เจ้าหมาป่า ไม่มีทางได้กินข้าหรอกน่า”

พลันร่างที่วิ่งทะลุพุ่มไม้ก็ปรากฏเบื้องหน้าแก่สายตา ลิงหนุ่มกายสีเขียวเข้มดิ่งตรงมาด้วยใบหน้าตระหนก ความที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาหนีสุดชีวิตจึงไม่ทันได้สังเกตร่างเล็กเบื้องหน้า กายจนชนเข้ากับมัจฉานุอย่างจังจนทั้งสองต่างล้มกลิ้งไม่เป็นท่า

“เฮ้ย! แกเป็นใคร!

วานรกายสีเขียวตะโกนขู่และชักพระขรรค์ขึ้นมาป้องกันตัวทั้งที่ยังนั่งจุ้มปุ้กอยู่บนพื้น เมื่อได้เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นวานรเหมือนกันจึงก่อนผ่อนลมหายใจโล่งอก

มัจฉานุมองร่างของลิงเขียวที่สะบักสะบอมและบาดเจ็บก็นึกเวทนาเพราะดวงตาของวานรเขียวย้อมด้วยความตื่นกลัว เด็กน้อยค่อยยันกายลุกขึ้นและเดินตรงไปหาร่างที่อาบด้วยรอยช้ำ

“เป็นอะไรรึเปล่าพี่ลิงเขียว”

เด็กน้อยเอ่ยถามพลางยื่นกระบอกไม้ไผ่ใส่สุราที่เพิ่งยึดมาจากไวยวิกให้ ฝ่ายลิงเขียวได้เห็นไมตรีก็ดีใจ รีบเปิดกระบอกมาดื่มเสียเต็มที่ ได้รสสุราก็ยิ่งช่วยให้หายปวดบาดแผลดียิ่งขึ้น

“เฮ้อ...ขอบใจนะวานรน้อย ข้าคิดว่าจะถูกหมีกินเสียอีก”

“พี่ลิงเขียวไปโดนอะไรมา หมีฟัดหรืออย่างไรจึงได้ช้ำเสียทั้งตัว”

ฝ่ายพญาวานรหนุ่มส่ายหน้า

“เปล่าหรอก ข้าบุกเข้าไปในเมืองลงกา ขากลับคงมีพวกยักษ์หมั่นไส้ข้าเลยมาดักรอนอกประตูเมือง ตะลุมบอนเสร็จข้าก็หนีมาเนี่ยแหละ ฆ่ายักษ์ไปได้ตั้ง 4 ตน สมน้ำหน้าชะมัด”

เด็กน้อยยืนมองร่างที่ยังคงนั่งเอนหลังดื่มสุราในกระบอกไม้ไผ่อย่างสบาย มัจฉานุเอียงคอเล็กน้อยอย่างน่ารัก

“พี่ลิงเขียวเก่งเหรอ”

“เจ้าไม่เชื่อใช่มั้ยล่า แต่ข้าเก่งจริงๆ นะ”

“ถ้าเก่งแล้วทำไมไม่เหาะ ทำไมวิ่งหนีเข้าป่ามาแบบนี้ล่ะ”

ลิงเขียวยิ้มแหยและหัวเราะแหะๆ

“คือ...ข้าเกรงว่าขึ้นเหาะเหินเดินอากาศจะยิ่งเด่นสะดุดตาให้พวกยักษ์ เอาศรไล่ยิงเอาได้น่ะสิ เลยต้องลัดเลาะทิวป่ามานี่แหละ ว่าแต่เจ้าล่ะ มาทำอะไรกลางป่าแบบนี้ เป็นเด็กน้อยน่ารักแท้ๆ”

มัจฉานุโชว์ถุงผ้าที่มีเห็ดเมาเต็มเปี่ยม

“ข้ามาเก็บเห็ด”

เก็บเห็ด!...วานรกายสีเขียวคิดในใจ ช่างเป็นกิจกรรมที่ชาวลิงไม่คิดไม่ฝันว่าจะทำ ลิงหนุ่มคิดในใจว่าในเมื่อเด็กน้อยอุตส่าห์มาเก็บเห็ดถึงในป่าลึก เห็นทีว่าอาจจะเป็นเห็ดมีค่ามีราคาน่าดู

“เหรอ เจ้า...ชอบกินเห็ดเหรอ”

“ก็ไม่เชิง ชิมมั้ยล่ะ”

เด็กน้อยล้วงมือเข้าถุงผ้าแล้วหยิบเห็ดดอกเล็กยื่นให้ด้วยไมตรีดอกหนึ่ง ฝ่ายลิงหนุ่มรับไปโยนเข้าปากแล้วก็ขมวดคิ้วเบะหน้า

“ว้า...รสชาติเหมือนยา”

“ใช่แล้ว! เห็นว่าใช้หุงยานะ”

ฝ่ายที่กินก็กล้ำกลืนให้ลงคอไปอย่างยากเย็น หวังว่าจะเป็นยาช่วยแก้ช้ำในให้เขาก็คงดี

“จริงสิ! เจ้าอุตส่าห์ให้เหล้าข้า ขอบใจมากนะลิงน้อย ข้าชื่อองคต”

“ข้าชื่อมัจฉานุ”

“เจ้าเป็นลูกใครเหรอ หน้าตาน่ารักเชียว มีหางเป็นปลาด้วย น่าเอ็นดู๊น่าเอ็นดู”

เด็กน้อยยิ้มหวานและเอียงคออย่างน่ารัก

“แล้วพี่ลิงเขียวเป็นลูกใครล่ะ หน้าตาหล่อเหลา หางก็ย๊าวยาวน่าดู”

“ฮ่าๆๆๆ เขาว่าลิงหางข้างหลังยาว หางข้างหน้ามันก็จะยาวไปด้วยนา”

องคตเล่นมุข แต่ระหว่างที่หัวเราะร่าเริงก็นิ่งค้างอ้าปากเหวอ...ซวยล่ะ เผลอเล่นมุขใต้เข็มขัดไปเสียแล้ว เห็นว่าหน้าตาน่ารักเลยเสียสันดานชอบเอามุขที่เล่นกับพวกนางๆ เวลาไปเที่ยวกลางคืนมาใช้

ท่าทางเด็กน้อยมองมาตาแป๋วกลมโตยิ่งทำให้ลิงหนุ่มทำอะไรไม่ถูก

“อ...เอ่อ ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้มีเจตนา...”

“พี่ลิงเขียวหางข้างหน้ายาวเหรอ!

มัจฉานุตาลุกวาวและยิ้มร่า ในที่สุดเขาก็จะได้รู้แล้วว่าทำอย่างไรจึงจะมีเครื่องเคราใหญ่โตได้ ก่อนหน้านี้พระบิดาเคยปรามาสไว้ว่าครึ่งลิงครึ่งปลาอย่างเขาไม่มีทางตัวใหญ่ได้เท่ายักษ์หรอก แต่ตอนนี้อาจจะได้วิธีดีๆ จากลิงด้วยกันก็เป็นได้

“ขอข้าดูหน่อยได้ไหม!

ยังไม่ทันได้รับอนุญาต ลิงน้อยก็กระโจนเข้าไปปลดรัดองค์และดึงเครื่องทรงท่อนล่างขององคตออกเสียอย่างรวดเร็ว ฝ่ายที่กำลังเมาเพราะฤทธิ์เหล้าและเห็ดเมาก็มือไม้อ่อน สติมิสมประดี หยิบจับไม่ถูกไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร

เด็กน้อยจ้องตากลมโตอย่างตื่นเต้นราวกับเห็นขุมสมบัติ

“โอโห...ใหญ่จริงๆ ด้วย!

สองมือเล็กขาวบางกุมอาวุธร้ายและเห็นว่าขนาดไม่เบาเลยทีเดียว

“พี่ลิงเขียวใหญ่กว่าข้าเยอะเลยล่ะ ลองดูของข้านะ มันยัง...”

ว่าแล้วเด็กน้อยก็จัดการปลดผ้านุ่งของตัวเองออกบ้าง ฝ่ายที่มองอยู่ถึงกับตะลึงแทบกรีดร้องลั่นป่า

“เฮ้ย!! อย่าถอดเจ้าหนู!

องคตหลับตาแน่นและกระโดดเข้าไปหาหวังจะดึงผ้าของเด็กน้อยให้กลับไปอยู่ที่เอวเช่นเดิม แต่อนิจจาความึนเมาทั้งเหล้าและเห็ดทำให้เซล้มเศียรกระแทกจนหน้าคะมำไปฟุบอยู่กลางหว่างขาพอดี

เต็มปาก!

...องคตคิดในใจ

“ยู้ฮู! ข้าได้ยินเสียงใครพูด น้องหญิงอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า”

เสียงทุ้มของไวยวิกดังขึ้นจากพุ่มไม้ด้านหลัง ยักษ์หนุ่มแหวกต้นไม้ใบไม้และปรากฏกายออกมาเห็นฉากหวาดเสียวเข้าพอดี

ดวงตาพญายักษ์เหลือกลืมอย่างตกใจ

ภาพที่เขาเห็นเบื้องหน้าคือมัจฉานุนอนสิ้นสติหัวโนบวมปูด ผ้านุ่งหลุดลงถึงปลายขา ส่วนเจ้าลิงเขียวซึ่งเปลือยท่อนล่างกำลังดื่มกินผิวกายเบื้องล่างของเด็กน้อยที่แม้แต่เขาก็ยังไม่เคยได้เห็น!

“หนอย...ข้ายังแค่ได้จับผ่านผ้า เจ้าเป็นใครถึงได้ลิ้มรสขนาดนั้น! เอ้ย! ไม่ใช่สิ! เจ้าลิงชั่ว! คิดจะขืนใจน้องหญิงของข้าใช่ไหม!

องคตยันกายลุกขึ้นเปะปะด้วยว่าฤทธิ์เมายังไม่สร่าง เขารีบจัดแจงดึงผ้านุ่งของมัจฉานุให้เรียบร้อยเช่นเดิมจึงค่อยหันมายังพญายักษ์ สองมือชูขึ้นปรามด้วยว่าจะปฏิเสธคดี แต่ต้องถอยกรูดไปอย่างรวดเร็วเนื่องว่าพญายักษ์ชักพระขรรค์และดิ่งตรงมาหมายจะแทงเขาเสียให้ตาย

“ม...ไม่ใช่นะ! เจ้าเข้าใจผิดแล้ว!

“ข้าไม่ได้เข้าใจผิด! ถึงเรียกน้องหญิงแต่ข้าก็รู้ว่ามัจฉานุเป็นตัวผู้!

“ไม่ใช่เรื่องน้าน!

องคตปวดเศียร

“เจ้าทำให้น้องหญิงว่าที่ชายาของข้าต้องแปดเปื้อน”

“ไม่ได้ทำ! ข้าแค่สะดุดหกล้มหน้าคะมำเท่านั้นเอง”

องคตหลังติดต้นไม้จนสิ้นทางหนี ปลายพระขรรค์ของพญายักษ์ที่เดือดแค้นจ่ออยู่ตรงหน้า ดวงตาลุเพลิงโทสะราวกับจะฆ่าเขาและสับทิ้งเสียเป็นหมื่นชิ้น พญาวานรไม่อยากเชื่อว่าอุตส่าห์ได้ชื่อว่าทูตลิ้นทอง แต่ดันต้องมาตายเพราะปากตัวเองไปฟุบอยู่บนที่ๆ ไม่ควรอยู่แบบนี้!

“ข้าพูดจริงๆ นะ! มัจฉานุอยากรู้ว่าทำไมข้าถึงใหญ่ เจ้าเด็กนั่นเลยขอเปิดดูของข้าแล้วเทียบกับตัวเอง แต่ข้าเมาเหล้ากับเมาเห็ดถึงได้ล้มคะมำไปจริงๆ!

“โกหก! ผลัดกันดูแล้วทำไมน้องหญิงของข้าหัวบวมปูดสลบไสลไม่ได้สติขนาดนั้น เจ้าประทุษร้ายเอาหินทุบหัวน้องจนสลบหวังปลุกปล้ำชัดๆ!

“ทุบหัวอะไรเล่า! ข้าสะดุดหัวไปโขกมัจฉานุต่างหาก นี่ไง! หัวข้าก็โนเหมือนกัน!

พลางลิงหนุ่มชี้ให้ดู ไวยวิกก็เห็นว่าหัวของลิงเขียวบวมปูดจริงดังว่า ดวงตาพญายักษ์จึงค่อยปรายตรงลงมาดูอาวุธที่วานรคุยโวเสียหน่อย เส้นประสาทที่ขมับถึงกับตึงเปรียะที่ได้เห็น

“ชิชะ! มีของดีติดตัวจริงเสียด้วย”

ปลายพระขรรค์วาดลงมาเขี่ยของดีพลิกไปมาดูอย่างใฝ่รู้จนองคตแทบหายใจไม่ออกด้วยกว่ากลัวพญายักษ์จะขยับแรงจนของดีขาดกระเด็น

“เอ่อ...ถ้าพี่ยักษ์อยากดู เอามือจับดูได้เลยนะ พี่อย่าใช้พระขรรค์เขี่ยแบบนี้เลย ข้าเสียว”

ไวยวิกก็พาซื่อ เขาเก็บพระขรรค์เข้าที่เอวแล้วจึงนั่งคุกเข่าลงเอามือหยิบดูอย่างใคร่รู้

“ใหญ่จริงด้วยสิ เจ้าทำยังไงรึลิงเขียว”

ฝ่ายที่ถูกถามดูจะงงงวยไปพักใหญ่

“เอ่อ...ดูจากขนาดตัวพี่ยักษ์ก็ไม่น่าเล็กไม่ใช่รึไง”

ฝ่ายพญายักษ์แม้จะเขินนิดหน่อยแต่เห็นว่าท่าทางจะได้ครูดีจึงบรรจงปลดรัดองค์ออกอย่างรวดเร็ว เมื่อเผยผิวกายให้เห็น ลิงหนุ่มถึงกับตะลึงพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ที่ตะลึงไม่ใช่ด้วยขนาด แต่ด้วยว่าไม่เข้าใจธรรมเนียมชาวยักษ์ซึ่งสามารถเปิดของเร้นลับให้ชาวบ้านดูได้หน้าตาเฉยอย่างนี้เลยหรือ

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดวงตาแพรวพราวด้วยความหวัง ตนจึงทำตามธรรมเนียมยักษ์ด้วยการยื่นหน้าเข้ามาพินิจพิจารณาอย่างใกล้ชิดตามมารยาท มือใหญ่เอื้อมหยิบดูพลิกไปมาอย่างเงียบเชียบ

“อืม...ข้าก็ว่าของพี่ยักษ์ไม่เล็กนา”

“ดูแต่ขนาดไม่ได้หรอก ข้าตัวโตกว่าเจ้านี่นา พอเทียบกับขนาดตัวมันก็ยังน่าจะใหญ่กว่านี้ได้อีกสิ”

องคตทำหน้าครุ่นคิด สักพักจึงเงยหน้าขึ้นสบตาพญายักษ์อย่างจริงจัง

“ข้าว่าต้องดูกันตอนมันใหญ่เต็มที่ถึงจะเทียบได้”

ไวยวิกอ้าปากเหวอ

“หย...ใหญ่เต็มที่?

“ใช่! พี่ยักษ์ทำของตัวเองให้ใหญ่นะ เดี๋ยวข้าจะลองทำของข้าแล้วเทียบกัน ของแบบนี้จะดูว่าใหญ่ไม่ใหญ่มันต้องดูตอนขยายเต็มที่”

พญายักษ์พยักหน้า

“จริงด้วย”

ว่าแล้วสองหนุ่มก็นั่งลงให้สบายและนวดเฟ้นให้ขยายใหญ่ขึ้นอย่างชำนิชำนาญ

ความไม่ชินภูมิประเทศทำให้ไวยวิกเขินอายอยู่ไม่น้อย คงเป็นครั้งแรกที่เขาเปิดเผยผิวกายเบื้องล่างในที่โล่งแจ้ง ความไม่คุ้นจึงทำให้นวดเท่าใดก็ไม่ใหญ่ขึ้นเสียที ดวงตาพญายักษ์จึงปรายมองอีกฝ่ายและเห็นว่าใหญ่ขึ้นอีกจนน่าตกใจ

“จ...เจ้าทำได้ยังไง!

องคตเงยหน้าขึ้นมองทั้งที่หอบระรัว เขาเหล่ไปเห็นพญายักษ์ไร้ซึ่งปฏิกิริยาจึงหยุดมือและคลานเข้าไปช่วยดู

“พี่ยักษ์ ชักอย่างเดียวเห็นทีว่าวจะขึ้นยากนะ มันต้องมีเทคนิคช่วยให้ลมตีขึ้นเสียก่อนว่าวถึงจะขึ้นง่าย อย่างเช่น...”

พญาวานรสอดมือใต้ภูษาที่บนแผ่นอกของไวยวิกและกระชากออกจนหัวไหล่พญายักษ์เปลือยเปล่า เขาลูบไล้แผ่นอกที่หนักแน่นด้วยกล้ามเนื้อก่อนโน้มใบหน้าลงไล้ปลายลิ้นไปรอบยอดอกและขบแผ่วเบา

ด้วยความชำนิชำนาญของปลายลิ้นดั่งสวรรค์เสก ทั่วกายราวกับกระแสลมซ่านขึ้นทั่วตัว ไวยวิกสะดุ้งทั้งกายและเห็นว่าความอุ่นร้อนในมือของตนใหญ่ขึ้นเล็กน้อยจริงเสียด้วย

“อย่างนี้นี่เอง เจ้าช่างเป็นผู้มีวิชาจริงๆ ลิงเขียว”

องคตละริมฝีปากขึ้นมายิ้มอย่างภูมิใจ ที่จริงสมญาวานรลิ้นทองได้มาครั้งแรกเพราะกิจการนี้แล แต่ไม่ทราบเป็นอย่างไรพวกสาวๆ ที่เขาไปท่องราตรีก็เล่าเรื่องนี้ให้นายทัพอื่นฟัง ไปๆ มาๆ จากวานรลิ้นทองก็กลายเป็นทูตลิ้นทองเสียอย่างนั้น ไม่ได้เกี่ยวกันเสียหน่อย

“ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะพี่ยักษ์ อยากให้ข้าถ่ายทอดทุกกระบวนท่าไหมล่ะ”

พญายักษ์พยักหน้าไหวๆ ด้วยดวงตาแสนซื่อและเต็มใจฝากตัวเป็นศิษย์ ฝ่ายอาจารย์จึงคลี่ยิ้มและนึกสนุกอยากสอนเสียให้หมดเปลือก

“ถ้าอย่างนั้นลองเริ่มแบบง่ายๆ”

วานรลากมือลงสัมผัสกายพญายักษ์และบีบรัดด้วยแรงอย่างนุ่มนวล กระชากดึงจนร่างกายของไวยวิกกระตุกริ้ว ริมฝีปากลากขึ้นจุมพิตที่ซอกคอ ดูดดื่มฝากรอยน่ารัญจวนแล้วจึงขึ้นขบกัดใบหูแผ่วเบา

“อา...เทคนิคเหลือร้ายเหลือเกินลิงเขียว”

“นี่ยังไม่ได้เริ่มของจริงเลยนะ”

องคตกระหยิ่มยิ้มย่อง เขาลากปลายลิ้นโลมและสอดลึกในหูจนพญายักษ์ซ่านเสียว ต้องทิ้งกายลงนอนบนพื้นหญ้านุ่ม ดวงตาหลับแน่น ใบหน้าแดดจัดอย่างเขินอายแต่กลับว่าง่ายเช่นศิษย์รักดี เห็นดังนี้องคตก็เกิดแรงราคะจนเปี่ยมล้น ริมฝีปากลากประทับจุมพิตดื่มด่ำพร้อมกับดึงรั้งร่างกายของพญายักษ์ที่บัดนี้ร้อนรุ่มและลื่นไหล เพียงสอดลิ้นไล้สัมผัสเพดานปาก เสียงครวญของพญายักษ์ก็แผ่วขึ้นมาจากลำคออย่างน่าวาบหวาม

“อา...ท่านรู้สึกว่าใหญ่ขึ้นไหมพี่ยักษ์”

พญาวานรเอ่ยกระซิบที่ใบหู

ไวยวิกวาดมือใหญ่สัมผัสกายของตนและพยักหน้าน้อยๆ

“เทียบกับข้าล่ะ”

ศิษย์แสนซื่อทำตามอย่างว่าง่าย เขาเอื้อมมือสัมผัสผิวกายร้อนรุ่มขององคตและหันดวงตาที่เริ่มมีน้ำตาเอ่อไปสบ

“ของเจ้าก็ยังใหญ่กว่าอยู่ดี ลิงเขียว”

พญาวานรพยักหน้าเข้าใจ ใบหน้าโน้มลงบดริมฝีปากเพิ่มความล้ำลึกขึ้นอีก ดูดดึงปลายลิ้นสมฉายาลิ้นทองอย่างแสนร่านราคะ กายวานรขึ้นทาบทับและเบียดสีจนความร้อนของทั้งสองเข้าประหัตประหารราวกับพระแสงดาบฟาดฟัน จุมพิตผ่อนหนักเบากระชากวิญญาณของไวยวิกเสียแทบออกจากร่าง

“อา...ลิงเขียว ข้าจะทนไม่ไหวแล้ว”

“ก็ไม่ต้องทนสิ”

องคตโอบมือรอบใบหน้าพญายักษ์มารับริมฝีปากอีกราวกับไม่รู้จักอิ่ม จนสัมผัสได้ว่ากายแน่นหนักเบื้องล้างบิดเกร็งด้วยอารมณ์และหลั่งไหลสายน้ำสาดเทจนทั่วหน้าท้องที่กระเพื่อมไหว พญาวานรจึงยันกายลุกขึ้นเหนือร่างที่ทอดกายสิ้นแรงเบื้องล่าง ดึงรั้งผิวกายและรีดเร้นสายน้ำให้สาดเทลงบนแผ่นอกสีม่วงแก่จนถึงริมฝีปากและใบหน้า เป็นภาพที่ชวนให้วานรแทบอดใจไม่ไหว อยากจะดำเนินต่อให้ไกลเสียยิ่งกว่านี้

“ลิงเขียว...เจ้าสุดยอดเกินไปแล้ว”

ไวยวิกเอ่ยชมด้วยเสียงสั่นเครือและดวงหน้าเปรอะเปื้อน

“พี่ยักษ์ก็เช่นกัน”

พญาวานรหอบรัวด้วยรอยยิ้ม ไม่น่าเชื่อว่าพญายักษ์กายสีม่วงแก่ตนนี้อีโรติคเหลือเกิน ยิ่งได้เห็นแผ่นอกหนักแน่นด้วยกล้ามเนื้อกับริมฝีปากและใบหน้าหล่อเหลาถูกสาดเทด้วยสายน้ำนม เลือดในกายเขาก็พลุ่งพล่านยิ่งกว่าได้เชยชมนางใดๆ

ไวยวิกนอนสิ้นแรง เขาวางท่อนแขนใหญ่ขึ้นก่ายบนหน้าผาก ยิ่งได้เห็นวงแขนสุดเซ็กซี่และท่าทางนอนราวกับยั่ว องคตก็เริ่มคุมสติไม่อยู่ เขาแปลกใจอยู่ลึกๆ ว่าเหตุใดจึงเปี่ยมอารมณ์รุนแรงขนาดนี้ ที่ผ่านมากับนางยักขินีก็มิเคยได้ใส่ใจ แต่นี่เป็นยักษ์ที่ดูล่ำกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ!

พลันนึกได้ถึงสุรากับเห็ดเมาเมื่อครู่จึงกระจ่างใจ

“อา...โทษทีพี่ยักษ์ ข้าว่าข้าเมาเกินไปหน่อย”

องคตขยับกายถอยหนีและสวมอาภรณ์อย่างเขินอาย เขาหันกลับไปปรายมองพญายักษ์ที่ยังนอนทอดกายอย่างสิ้นแรงโดยมีสายน้ำนมของเขารดรินอยู่บนแผ่นอกก็นึกละอาย รีบดึงผ้าชายไหวที่ใช้ห้อยด้านหน้ารัดองค์ซึ่งมีความงามวิจิตรงดงามมาเช็ดกายให้อย่างทะนุถนอม

ดวงตาพญายักษ์พรายมองอย่างอ่อนแรง

“ผ้าชายไหวของเจ้าดูมีราคาเชียวลิงเขียว เจ้าเป็นนักรบเมืองใดรึ”

“เมืองขีดขิน แล้วพี่ยักษ์ล่ะ”

“กรุงบาดาล”

องคตพยักหน้ารับทราบ เขาดึงมือฉุดกายพญายักษ์ขึ้นยืนและช่วยจัดอาภรณ์ให้เข้าที่ ปัดใบไม้ใบหญ้าและเช็ดทำความสะอาดจนมั่นใจจึงได้เงยใบหน้าขึ้นมองด้วยรอยยิ้ม

“ยังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยนะพี่ยักษ์ ข้าชื่อองคต ตอนนี้เป็นโยธาในทัพพระราม”

“ข้าไวยวิก แต่ว่าผ้าของเจ้า...”

พญายักษ์มองเห็นผ้าชายไหวที่องคตเช็ดทำความสะอาดให้จนเปรอะเปื้อนก็ละอายใจ เขาจึงปลดผ้าชายไหวของตัวแลกไปให้

“เอาผ้าชายไหวของข้าไปประดับแทนเถิด ลายของมันอาจจะไม่งามเช่นของท่านแต่คงดีกว่าผืนที่เปรอะเปื้อนเช่นนี้ ส่วนผืนนี้ข้าจะไปทำความสะอาดแล้วมาคืนให้ภายหลัง”

“แค่ผ้าชายไหว ไม่เป็นไรดอก”

องคตเกรงใจแต่อีกฝ่ายก็ยังยืนยันคำเดิม พญาวานรจึงตอบตกลง

“พี่ยักษ์ทำเหมือนเราแลกของหมั้นกันเลยนะ”

พูดแล้วก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา ทั้งสองจึงได้แต่ก้มหน้างุดด้วยความเขินอายและต่างคนต่างกลับไปชำระกิจของตัวเองต่อ

องคตมองไวยวิกที่อุ้มพาร่างของมัจฉานุซึ่งสลบไสลตรงไปยังทางลงเมืองบาดาลด้วยดวงตาครุ่นคิด เขาหันหลังดำเนินไปอีกทางหนึ่งซึ่งมุ่งตรงไปยังที่ตั้งทัพพระราม แต่ลังเลสักพักจึงตัดสินใจกลับหลังหันวิ่งตรงไปจนเห็นหลังไวยวิกอยู่ไวๆ

“เราจะได้เจอกันอีกหรือเปล่าพี่ยักษ์!

ไวยวิกหันมามองและยิ้มร่า

“ถ้ากรุงบาดาลรบกับทัพพระรามล่ะก็นะ!

อีกฝ่ายตอบ แม้จะเป็นคำตอบที่ไม่สู้ดีเท่าใด แต่หากได้เจอกันในฐานะนักรบอย่างสง่าผ่าเผยก็คงไม่เลว

 

สวัสดีค่า ^_^

เมื่อไม่นานมานี้ Blueฯ ได้ยินข่าวการเสียชีวิตของคุณกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นักเขียนชาวโคลัมเบียซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดีในปี 1982 (เกิดกันหรือยังคะ) ถือว่าเป็นนักเขียนอเมริกาใต้ที่มีผลงานระดับโลกคนนึงเลยค่ะ เขาเป็นต้นแบบงานเขียนในแนว “สัจนิยมมหัศจรรย์” ฟังแค่ชื่อ Blueฯ ก็เหมือนได้ยินเสียงคลิกบางอย่างในหัว เลยพยายามหาผลงานเขาในห้องสมุดแต่ก็เจอแค่เล่มเดียวที่ไม่ค่อยดังเท่าไหร่ โชคดีที่สั่งซื้อผลงานเด่นๆ ได้จากศูนย์หนังสือจุฬาค่ะ ระหว่างรอหนังสือที่สั่งเลยนั่งอ่านเล่มเดียวที่มีในห้องสมุดไปพลางๆ ก่อน ชื่อ “ความรักและปิศาจตัวอื่นๆ” อ่านแล้วถึงได้ทราบค่ะว่า Blueฯ ชอบงานเขียนแนวนี้สุดๆ คือเขานำเรื่องสามัญมาบรรยายให้มันดูหวือหวาตื่นตาตื่นใจ งานเขียนของ Blueฯ ที่ผ่านมาได้รับแรงบันดาลใจจากงานของคุณมารี คอเรลลี คือเสียดสีแบบใช้ภาษาหรูๆ ในยุควิคตอเรียหน่อย ทีนี้จะได้ลองสร้างแรงบันดาลใจจากคุณมาร์เกซบ้างค่ะ ติดอยู่นิดเดียวคือ...เล่มมันหนามาก อ่านอยู่หนึ่งวันเต็มยังได้แค่ร้อยหน้า จะอ่านจบได้ในชาตินี้รึเปล่าเนี่ย

ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรนอจากเซอร์วิสน่ะค่า ฮ่าๆๆๆ อากาศมันร้อน เขียนเนื้อเรื่องไม่ค่อยออก จัดเซอร์วิสไปก่อนแล้วกันค่ะ อยู่มาวันหนึ่งองคตก็กลายเป็นอาจารย์คนสำคัญไปซะนี่ ไวยวิกได้เรียนวิชาไปขนาดนี้จะกลับไปจัดหนักหรือเปล่า ต้องติดตามค่า สำหรับท่านที่นึกไม่ออกว่า “ผ้าชายไหว” คือส่วนไหนของชุด มันคือผ้าปิดจุดยุทธศาสตร์ด้านหน้าสุดเลยน่ะค่ะ แหม...ให้ของดีแลกกันซะด้วย

ขอบคุณภาพแฟนอาร์ตมากค่า อินทรชิตกับหนุมานกับลังฝึกตำกันอยู่เชียว ชื่อในเฟซบุคเป็นชื่อจริงเลยไม่กล้าเอ่ยนามนะคะ แต่มีลายเซ็นนามปากกาในภาพค่า ยังมีอีกภาพเดี๋ยวไว้ลงตอนหน้านะค๊า ขอบคุณมากค่า ขออีกเยอะๆ เลยนะค๊า

 

พบกันใหม่ตอนหน้าเมื่ออากาศสบายขึ้นและเมื่อ Blueฯ อ่านงานของคุณมาร์เกซเสร็จไปซักเล่มก่อนค่า

Comment

Comment:

Tweet

ชอบคู่ลิงเขียวกับไวยวิกจังเลย ฟินมาก
ไวยวิกเปลี่ยนใจจากน้องมัจฉานุมาเป็นลิงเขียวเหอะ

#7 By MaIZaZAX on 2014-04-30 15:41

เจอกันครั้งหน้าองคตระวังโดนบ้างเหมือนคู่ลิงเผือกับยักษย์ชิตนะจ๊ะ><cry cry cry

#6 By ME (223.205.248.224|223.205.248.224) on 2014-04-28 16:21

งานนี้ไวยวิก จะบนหรือจะล่าง 
จะวัดจากขนาด....หรือจะขนาดตัว
5555
แล้วทำกันขนาดนี้ มัจฉานุไม่คิดจะตื่นเลยทีเดียว(หรือลูกแกล้งหลับ กร๊ากก)

#5 By MR.LonelY on 2014-04-27 20:25

น้องลิงเขียวเปิดหลักสูตรติวเข้มให้คุณหลานเลยนะเนี่ย open-mounthed smile open-mounthed smile แล้วน้องลิงเขียวสนใจคุณหลานไหม เป็นคนซื่อๆแถมตลกสุดๆ หน้าตาก็หล่อหุ่นก็เท่ห์ ถ้ายังคิดไม่ตกยังไงลองไปถามน้องลิงเผือกดูก็ได้cry cry  คุณหลานว่าไงเปลี่ยนใจได้นะ เป็นน้องลิงเขียวก็ไม่เลวdouble wink double wink ส่วนน้องนุสลบหัวโนไปแล้วคุณยักษ์ม่วงมาดูแลเด็กในปกครองเลย

#4 By momo (1.47.197.157|1.47.197.157) on 2014-04-26 20:41

^
^
ขอบคุณค่ะ วิวนี้เอ็กซ์หลายๆ

#3 By BlueAgeha on 2014-04-26 14:00

ขี้เกียจระบายสีค่ะ ใครก็ได้เอาไประบายทีเนาะ ภาพไวยวิก ในองคตวิชั่นค่ะ 55555555 (ขอโทษนะคะท่านพี่บลู คือหนูขี้เกียจชิงๆ)sad smile
http://i361.photobucket.com/albums/oo60/SilverWolf23/E440E270E220E270E340E010_zps61457db0.png

#2 By Amano Gawa (124.121.8.108|124.121.8.108) on 2014-04-26 11:32

ได้คู่ใหม่อีกแล้วฟินพะยะค่ะ '.,' 

#1 By Dabew on 2014-04-26 11:12