กลางโถงรับรองในวังของไวยวิก นางพิรากวนผู้เป็นมารดาถึงกับทำพัดหล่นจากมือเมื่อได้ยินเรื่องที่บุตรชายเล่าให้ฟัง หล่อนอ้าปากเหวอและเหลือกตามองบุตรชายอย่างไม่เชื่อ

“ม...เมื่อกี้เจ้าบอกว่า...”

ไวยวิกอมยิ้ม

“ท่านแม่ได้ยินไม่ผิดดอก ข้าบอกว่าข้ามีจิตพิสมัยน้องมัจฉานุ บุตรบุญธรรมของพระมาตุลาไมยราพณ์”

หล่อนรู้สึกเหมือนจะวิงเวียน

“แต่ว่า...มัจฉานุเป็นผู้ชาย”

“ข้าก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน ข้าไม่ถือ”

หล่อนคิดว่านั่นไม่ใช่ของที่จะมาบอกว่าเหมือนกันแล้วดีเสียหน่อย

“แล้วเจ้าจะรับมัจฉานุมาเป็น...”

“เป็นชายา ต่อให้เป็นผู้ชายข้าก็ไม่เกี่ยง ออกจะน่ารักเหมือนตุ๊กตาเสียขนาดนั้น”

นางพิรากวนชักเริ่มวิงเวียน หล่อนเรียกนางกำนัลให้หยิบยาลมเข้ามาชงให้กินและพัดวีเป็นการด่วน

“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไวยวิก ขอแบบนี้ใครเขาจะยอมให้ ต่อให้องค์บพิตรใจกว้างเพียงใดก็ไม่มีทางยินดีให้โอรสบุญธรรมมาเป็นชายาเจ้าหรอก”

“แต่ว่า...”

“ไม่ต้องมาแต่! ยังไงแม่ก็ไม่เห็นด้วย”

“แต่ข้าได้ยินมาว่าพระอัยยิกานางจันทรประภาศรีพึงใจในตัวมัจฉานุมาก และวางแผนว่าหากองค์บพิตรไม่ยอมรับชายาและไม่มีทายาท ก็อาจจะให้มัจฉานุขึ้นครองกรุงบาดาลสืบต่อแทน หากข้ารับมัจฉานุมาเป็นชายา...”

นางพิรากวนเหลือกลืมตาเหมือนนึกได้ จริงสิ...ถ้ามัจฉานุเป็นชายา บุตรชายของหล่อนก็จะขึ้นเป็นยุพราชและเป็นเจ้ากรุงบาดาลคนต่อไป

ฝ่ายไวยวิกยิ้มซื่อ

“หากข้ารับมัจฉานุมาเป็นชายา ท่านแม่ก็จะได้สะใภ้เป็นเจ้ากรุงบาดาลคนต่อไปเชียวนะ”

นางพิรากวนแทบล้มตึง!

“จ...เจ้าไม่มีความมักใหญ่ใฝ่สูงเป็นเจ้ากรุงแทนน้าชายเจ้าบ้างหรืออย่างไร!

ไวยวิกตาใส

“ก็ไม่นี่ท่านแม่ ข้าขอแค่ได้มีน้องหญิงมัจฉานุเคียงข้างก็พอแล้ว”

น้องหญิง...นางพิรากวนคิดในใจว่าบุตรชายหล่อนคงกู่ไม่กลับเสียแล้ว ตอนนี้ทัดทานไปก็เห็นจะลำบาก จึงได้แต่คิดว่าปล่อยเลยตามเลยไปเสียก่อน เมื่อมัจฉานุโตขึ้นเป็นหนุ่มใหญ่และสมชายมากขึ้น ไวยวิกก็คงตัดใจได้เอง