กลางท้องพระโรงกรุงบาดาลคลาคล่ำด้วยเสนาใหญ่น้อยส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเซ็งแซ่ถึงกรณีพระรามดำเนินทัพวานรผ่านถนนสู่กรุงลงกา จนเมื่อเห็นว่ามหาบพิตรไมยราพณ์ดำเนินองค์ออกมาจากมณเฑียรที่ประทับและทรุดกายลงนั่งยังบัลลังก์ราชอาสน์ ที่ประชุมอมาตย์จึงหยุดนิ่งหันไปถวายพระพรโดยทั่วกัน

ไมยราพณ์นั่งอึดอัดอยู่บนราชอาสน์บรรยงก์ด้วยกิริยาไม่สู้สบายนัก ด้วยว่าเขาไม่ชอบอยู่ในที่ประชุมชนเท่าใด แต่เนื่องจากวันนี้มีวาระสำคัญที่ทัพพระรามกรีฑาผ่านถนนอยู่เหนือกรุงบาดาล ดังนั้นเสนาอำมาตย์จึงขอเข้าเฝ้าเพื่อทูลถามพระราชวินิจฉัย

“พระอาญามิพ้นเกล้า กระหม่อมทราบมาว่าบัดนี้ทัพวานรของพระรามดำเนินมาถึงกลางถนนแล้ว อีกไม่กี่ชั่วยามคงกรีฑาไปถึงเชิงเขามรกต”

จิตรไพรี หนึ่งในเสนายักษ์แห่งกรุงบาดาลกราบทูล

“แล้วอย่างไรล่ะท่าน”

ไมยราพณ์ถาม เขาไม่ได้ตั้งใจกวนประสาทแต่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าจะบอกทำไม ในเมื่อทางนั้นก็แค่เดินข้ามหัว ไม่ได้บุกลงมาตีเมืองบาดาลเสียหน่อย

ฝ่ายจิตรไพรีเงยหน้าขึ้นสบเนตรนิดหนึ่งและกระแอมเบาๆ

“แฮ่ม...กระหม่อมเห็นว่าทัพพระรามกำลังจะบุกกรุงลงกา”

“เรื่องนั้นเรารู้อยู่แล้ว ก็ให้คนไปแจ้งแก่พระปิตุลาทศกัณฐ์แล้วไง”

“เอ่อ...แต่ท่านไม่คิดว่าหากเราพงศ์อสุราแห่งกรุงบาดาลสามารถทัดทานทัพพระรามไว้ได้ เห็นทีท้าวทศกัณฐ์คงปีติมิใช่หยอก และบางทีอาจมอบบรรณาการให้ท่านก็ได้”

“แต่เราไม่อยากได้นี่นา อยู่เฉยๆ อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว จะเอาทัพอ่อนซ้อมของกรุงบาดาลขึ้นเหนือพื้นสมุทรไปตายฟรีๆ ทำไม”

ท่าทางไม่สนใจยศฐาบรรดาศักดิ์และไม่มักใหญ่ใฝ่สูงของไมยราพณ์แม้จะดีตรงที่กรุงบาดาลไม่ต้องก่อศึกสงครามด้วยว่าตัวเมืองก็อยู่ใ