เมื่อรู้สึกได้ถึงความเย็นที่มาสัมผัสหัวไหล่ ดวงเนตรพญารากษสทศกัณฐ์ค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงพักตร์พร่าเลือนที่อยู่ตรงหน้ามิทำให้แน่ใจได้ว่าเป็นผู้ใด แต่องค์ก็คลี่ยิ้มให้อย่างไมตรี

“ขอบใจพาลี”

พระยาพิเภกได้ยินก็เหลือกตาอย่างตกใจ จนเมื่อเชษฐาได้สติกลับมาเต็มใบอีกครั้งจึงรู้องค์ว่าเผลอเรียกชื่อผิดไป

“ไม่สิ พิเภกสินะ เรานึกว่ายังอยู่ในฝัน”

“พระเชษฐาทรงสุบินถึงพระยาพาลีหรือพะย่ะค่ะ”

เอ่ยไปแล้วก็นึกอยากตบปากตัวเอง พิเภกเคยได้ยินมาว่าเมื่อครั้งพระเชษฐาทศกัณฐ์แปลงเป็นปูยักษ์บุกไปพิธีสรงน้ำขององคต โอรสในพระยาพาลีเจ้าเมืองขีดขิน กลับพลาดท่าถูกจับไว้ถึงเจ็ดวันและกลับมาด้วยสภาพบอบช้ำ ถึงขนาดต้องวอนขอให้ฤาษีโคบุตรช่วยถอดดวงใจออกจากตัวเพื่อเพิ่มอิทธิฤทธิ์และฆ่าไม่ตายเลยทีเดียว

แต่เชษฐากลับมิได้ดูโกรธขึ้ง กลับคลี่ยิ้มอย่างนุ่มนวลเสียด้วยซ้ำ

“ใช่ เราฝันถึงพาลี ช่วงเวลาเจ็ดวันที่เราถูกจองจำอยู่ที่ขีดขิน”

พญายักษ์ระลึกถึงวานรมากฤทธิ์ที่พร่ำสอนสรรพวิชาให้ตลอดเจ็ดวัน ครั้งนั้นเมื่อเขาต้องลาจากเจ้าเมืองขีดขินและพานางมณโฑกลับลงกา กลับรู้สึกคะนึงหาพาลีโดยหาเหตุมิได้ เพียงแค่ระลึกถึงความเมตตาที่พาลีมีให้ในทุกค่ำคืน หัวใจเต้นระรัวเสียจนปวดร้าวไปทั่ว อยากได้เรียนรู้สรรพวิชามากมายด้วยกันอีก ด้วยความหนุ่มแน่นจึงหวาดกลัวว่าพาลีอาจร่ายเวทย์บังคับให้เขาปวดใจไม่เป็นสุขเช่นนั้น จึงได้วอนขอให้ฤาษีโคบุตรถอดดวงใจออก อย่างน้อยจะได้ไม่เจ็บปวดมากนัก

พิเภกปิดปากเงียบสนิท เขาประคองเชษฐาให้ลุกขึ้นนั่งและช่วยจัดเครื่องทรงให้เข้าที่ จึงสังเกตว่าเชษฐาของตนก้มลองมองใบหน้าของเขาอย่างครุ่นคิด จึงทูลถามด้วยเสียงกระอักกระอ่วน

“ม...มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือพระเชษฐา”

<