ภายในห้องบรรทมของพระยาพาลีแห่งเมืองขีดขิน พญารากษสทศกัณฐ์ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ซึ่งยังคงถูกพันธนาการแน่นจนไม่อาจขยับแขนได้ดังใจนึกจ้องดวงเนตรตรงไปยังวานรตัวน้อยกายสีแดงชาดที่นั่งมองตรงมาตาแป๋ว วานรตัวนี้เห็นทีจะอายุไม่เกินสิบสองสิบสามปี เด็กกว่าเขาไม่เท่าใด แต่ทำไมจึงมานั่งอยู่ในห้องเจ้าเมืองขีดขินได้

“เจ้าเป็นโอรสของพาลีที่เก็บซ่อนไว้รึ กายสีแสบตาเสียจริง ลูกของพระอาทิตย์หรืออย่างไร”

พญายักษ์เดาซึ่งก็ถูกต้องอย่างไม่น่าเชื่อ

“ไม่ใช่หรอกพี่ยักษ์ พระเชษฐาพาลีเป็นพี่ข้าเอง ข้าเป็นน้องชายชื่อสุครีพ”

ว่าแล้ววานรกายสีชาดก็คลี่ยิ้มหวานน่าเอ็นดู

“แล้วเจ้ามานั่งมองหน้าข้าทำไม”

วานรน้อยจึงมองลงที่เครื่องต้นสำรับมากมายเบื้องหน้า

“พระเชษฐาบอกว่าพี่ยักษ์ขยับมือไม่ได้ เลยให้ข้ามาป้อน”

“ไม่ต้อง!

พญารากษสห้ามทัพด้วยกลัวว่าพงศ์วานรอาจจะมีวิสัยชอบป้อนกันด้วยปากแบบเมื่อคืนนี้อีก ป่าเถื่อนสิ้นดีพวกลิง!

สุครีพในวัยเด็กก้มลงมองสำรับมากมายอย่างครุ่นคิด สักพักจึงเงยหน้ามองพญายักษ์ที่ยังคงท่าทางหงุดหงิดไม่คลาย

“ก็พี่ยักษ์ถูกมัดมือมัดแขนไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่ให้ป้อนก็แสดงว่าพี่ยักษ์ใช้เท้ากินได้เหมือนพวกลิงน่ะสิ โห...เก่งเนอะ ข้านึกว่ามีแต่ลิงซะอีกที่ทำได้”

ว่าแล้วลิงน้อยก็ยกเท้าขึ้นมาหยิบผลลูกไม้โยนใส่ปากตัวเองด้วยดวงตาใสซื่อ สร้างความปวดเศียรให้พญายักษ์ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ยิ่งนัก

“เอาล่ะเจ้าลิงสีเจ็บ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าป้อนข้าด้วยมือ...ข้าหมายถึงเท้าหน้าทั้งสองของเจ้าน่ะ ไม่ใช่เท้าหลัง แล้วก็ไม่ต้องใ