กลางห้องบรรทมเงียบสงัด พลับพลาประทับของพระยาพิเภกมีเพียงแสงจากตะเกียงน้ำมันสว่างนวลให้แสงอบอุ่นราวกับแสงพระจันทร์ พญายักษ์เฝ้าปรนนิบัติเชษฐาทศกัณฐ์เป็นอย่างดีแต่หัวค่ำ เขาสาละวนนำผ้าฝ้ายชุบน้ำเย็นพอหมาดบรรจงวางลงบนหัวไหล่ของพญารากษสซึ่งมีแผลเป็นกว้างอย่างระวัง เพียงแค่บาดแผลครั้งเก่าได้ความเย็นจากน้ำ ความปวดร้อนจึงค่อยบรรเทา

“พระเชษฐายังเจ็บอยู่หรือไม่”

พิเภกพิศใบหน้าบิดเบี้ยวขององค์เหนือหัวที่มิได้เห็นบ่อยนัก ด้วยว่าทุกครั้งนางมณโฑมเหสีเอกจะเป็นผู้ปรนนิบัติให้เป็นอย่างดี เป็นงานที่กระทั่งนางกำนัลหรือชายารองก็มิอาจกระทำ เพราะใบหน้าอ่อนแอเช่นนี้มิได้อนุญาตให้ใครมองดูเสียก็ได้

การที่เขาได้รับใช้ใกล้ชิดเช่นนี้จึงรู้สึกเป็นเกียรติเหลือกำลัง

“อืม ดีขึ้นแล้ว ขอบใจ”

พญารากษสทศกัณฐ์ในร่างแปลงมนุษย์เอ่ยตอบ

ฝ่ายอนุชาอยากรู้เสียเหลือเกินว่าบาดแผลรุนแรงที่หัวไหล่นี้ได้มาแต่ใด ครั้นจะถามก็ใช่ที่ เหตุเพราะขนาดว่าชายารองยังมิได้รับอนุญาตให้ปรนนิบัติ แล้วเขาเองจะถือดีอันใดสอบถาม แต่หากจะแอบส่องดูผ่านแว่นวิเศษ...

“อยากรู้รึว่าแผลนี้เราได้แต่ใด”

ทศกัณฐ์ดักทางจนพิเภกสะอึก

“พ...พระอาญามิพ้นเกล้า น้องมิได้เจตนาใช้แว่นวิเศษ...”

“เอาเถอะ หน้าเจ้าเหมือนเขียนไว้ว่าอยากรู้เสียขนาดนั้น แต่ตอนนี้มันเย็นเสียจนปวดแล้ว เจ้าทำให้แผลเราอุ่นขึ้นเสียหน่อยจะได้ไหม”

ฝ่ายพระยาพิเภกจึงรีบนำผ้าฝ้ายออก เขามองดูบาดแผลด้วยดวงตากังวล ก่อนโน้มใบหน้าลงประทับริมฝีปากที่หัวไหล่เชษฐา

ท่าทางว่าง่ายเช่นอนุชาที่น่ารักใคร่ทำให้พญารากษสพึงใจ เขาคลี่ยิ้มอย่างนุ่มนวลและเอนหลังพิงเศียรที่แท่นบรรทมอย่างสบาย

“ขอบใจ เราอุ่นขึ้นแล้ว แต่ริมฝีปากเจ้าจะเย็นเสียแทน”

พญายักษ์ในร่างมนุษย์เอื้อมมือสัมผัสริมฝีปากอนุชาอย่างถนอม ไล้สัมผัสจนชุ่มชื้นอุ่นร้อน

“แผลนี้มาจากเมื่อครั้งเขาไกรลาสเอียงทรุด องค์ศิวะราชาเห็นว