กลางที่ประชุมของเหล่าเสนาวานรในทัพพระราม เสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นเมื่อได้รู้ว่าภารกิจสำคัญในการล่วงหน้าไปดูต้นทางปลายถนนตกเป็นของคนธรรพ์ซึ่งจำแทบไม่ได้ว่ามาร่วมทัพนี้ตั้งแต่เมื่อใด

ประคนธรรพ์วางพิณคู่ใจลงข้างกาย ประณตมือทำความเคารพองค์รามซึ่งนั่งรอฟังผลบนอาสนะด้วยใจจดจ่อ ฝ่ายพิเภกเองไม่ล่วงรู้ถึงแผนนี้แต่แรกจึงรู้สึกขุ่นใจเล็กน้อยที่องค์รามมิได้มาปรึกษาตน ความขุ่นใจฉายในดวงตาชัดเจนเสียจนมาตุลีซึ่งนั่งห่างออกไปไกลรู้สึกได้

“เจ้าไปดูปลายถนนแล้วได้เห็นสิ่งใดบ้าง”

น้ำเสียงนุ่มนวลยามเอ่ยโอษฐ์ถาม

“ปลายถนนคือเขามรกต ข้าเห็นว่าที่นั่นมีสวนผลไม้กำลังสุกงอมมากมาย กลิ่นหอมหวานลอยตลบอบอวลจนคิดว่าสามารถพักกองได้โดยมิขาดแคลนเสบียง น้ำท่าก็ใสสะอาดน่าดื่ม ชัยภูมิล้วนเต็มไปด้วยร่มไม้ เหล่าวานรคงได้พักพิงอย่างสงบก่อนรบพุ่งเป็นแน่”

ประคนธรรพ์รายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเนื่องว่าเกรงสายตาอมาตย์วานรใหญ่น้อยที่จ้องตรงมา เขาไม่เคยเป็นจุดสนใจมาก่อนจึงไม่ใคร่จะคุ้นนัก

ฝ่ายองค์รามได้สดับก็คลี่ยิ้ม ใบหน้างามสีเขียวนวลหันไปถามพิเภกซึ่งนั่งประชิดด้านซ้าย

“เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร ตอนนี้ถึงแม้เสบียงจากขีดขินจะยังมาไม่ถึง แต่หากเราเดินทัพไปพักกองยังเชิงเขามรกตก็จะสะสมเสบียงได้ที่นั่นและยังกระชับเวลาให้เร็วขึ้นได้ด้วย”

พระยาพิเภกครุ่นคิด เขาหยิบกระดานชนวนขึ้นมาขีดเขียนและพบว่าหากกรีฑาทัพไปแล้วจะไม่มีอันตรายจริง

“แต่แปลกใจเหลือเกิน เท่าที่ข้าระลึกได้ เขามรกตไม่มีป่าผลไม้ดังว่าอยู่เป็นแน่”

พระลัษมณ์ซึ่งประชิดด้านขวาของพระรามได้สดับก็เกิดดำริ

“หรือว่าเป็นป่ามายา”

พิเภกพยักหน้า

“ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่น่าแปลกที่เหตุใดจึงมีผู้เนรมิตป่าสมบูรณ์แบบนั้นไว้ให้ที่ปลายถนน หรือมีดำริราชจากเมืองใดสั่งให้นำเสบียงมาสนับสนุนทัพองค์ราม”

สุครีพพิจารณาและเอ่ยอย่างไม่มั่นใจ

“หากมีบัญชาให้นำเสบียงมาช่วยพระราม แล้วเหตุใดจึงไม่มีใครเคยได้ทราบข่าวนี้มาก่อน ที่สำคัญคือผู้เนรมิตป่าได้ก็มีแค่ยักษ์กับเทวดา ซึ่งอย่างหลังเห็นควรจะแจ้งข่าวมาก่อนเป็นแน่”

ยิ่งคิดทุกคนก็ยิ่งสงสัย แต่หาข้อสรุปมิได้

ฝ่ายเทวบุตรมาตุลีเห็นทั้งกองนั่งฉงนก็นึกขบขันเป็นกำลัง ร่างขาวสว่างลุกขึ้นดำเนินตรงไปถวายพระพรเบื้องหน้าองค์รามและกราบทูลด้วยน้ำเสียงมั่นใจ