เพียงปรากฏรถแก้วเวไชยันต์ ทิพยานแห่งองค์อินทร์ซึ่งลอยเลื่อนลงมาจากวิมาน มาตุลีสารถีกุมเขนกำชับสินธพเทียมเทพบุตรพันองค์แปลงลอยลงตรงหน้าทัพพระราม เพลาเพชรเก็จครามอโณทัยส่องประกายงามดังรถทรงพระอาทิตย์ เพียงได้พิศยามเคลื่อนก็รวดเร็วดั่งลมพา

มหาบุรุษกายสีเขียวจ้องมองภาพวิจิตรตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง ผิดกับเหล่าลิงที่ต่างโห่ร้องโหวกเหวกยามได้เห็นเทหวัตถุหรูหราเคลื่อนลอยลงมาจากวิมานชั้นฟ้า

พระยาพิเภกมองผ่านแว่นวิเศษและเห็นว่ารถแก้วเวไชยันต์นี้เป็นที่ประทับองค์อินทร์จริง เทวดาที่ขับรถแก้วก็ดูเป็นผู้เปี่ยมบารมี จึงทูลถวายรายงานต่อองค์รามว่าผู้มาเยือนครานี้หาได้เป็นอริไม่

มาตุลีดำเนินลงจากรถแก้วอย่างสง่างามสมเป็นเทพบุตรแห่งชั้นดาวดึงส์ ใบหน้าเยือกเย็นทว่างดงามเช่นเทพบุตรโดยทั่วไป ผิวกายขาวนวลสะอาดตา มงกุฎน้ำเต้ากลมรับกับใบหน้าขาวละเอียด แม้ริมฝีปากแสยะยิ้มแต่นัยน์ตากลับเย็นชา มิต่างจากท้าวเธอชั้นฟ้าผู้ไว้ตัวโดยทั่วไป

“ถวายพระพรพระรามแห่งอโยธยา เรามีนามว่ามาตุลี อำมาตย์ที่หนึ่งในองค์อินทร์และเป็นสารถีประจำองค์”

ผู้มาเยือนลงพับเพียบวันทา ท่าทางนอบน้อมแต่เยือกเย็นจนน่าขนลุกทำให้ลิงเผือกที่นิ่งอยู่นานไม่สบอารมณ์ กระบี่วานรแหวกฝูงลิงน้อยใหญ่ออกมาถึงแถวหน้า จ้องตาประสานกับมาตุลีอย่างท้าทาย ดูเหมือนอีกฝ่ายก็ไม่ได้รู้สึกระคายเนตรแต่อย่างใดจึงได้เบือนหน้าไม่สนใจและกลับมาสนทนากับพระรามต่อ

“เทวบุตรแห่งองค์อินทร์มีกิจใดกับเราหรือ”

น้ำเสียงกังวานใสราวกับระฆังแก้วชวนให้มาตุลีเผลอพรายยิ้มขึ้นมา ดวงตาคมกริบปรายมองอย่างสงบ แต่สักพักจึงคลานเข่าเข้ามาใกล้และทำความเคารพเสียแทบจะแนบชิดผิวกายสีเขียวละเอียด พระลักษมณ์เห็นดังนั้นจึงปราดตรงเข้ามาขวางด้วยเกรงว่าเทวดาองค์นี้อาจจะคิดโลมเลียพระเชษฐา

ฝ่ายมาตุลีกรีดดวงตามองลักษมัณที่ตรงเข้ามาขวางด้วยสีหน้าเฉยชาเช่นเดิม เพียงแค่ส่องสายตาคมกริบ บุรุษกายสีทองก็อ่อนยวบลงนั่งกองอยู่กับพื้น สองขาราวกับเป็นอัมพาต เพียงเท่านี้ทั้งพิเภกและสุครีพก็หยั่งได้ถึงอิทธิฤทธิ์ของชาวสวรรค์ซึ่งแตกต่างจากชาวมนุษย์มากนัก

“องค์อินทร์นายข้ามีบัญชาให้นำรถแก้วเวไชยันต์ ยานทิพย์วิมานนี้มามอบให้แก่พระราม ด้วยว่าท่านเป็นผู้นำที่ถือสัตย์และกล้าหาญต่อกรกับพงศ์ยักษ์ได้อย่างน่าชม เมื่อองค์อินได้ทราบว่าท่านจะกรีฑาพลผ่านถนนสู่กรุงลงกา เพื่อให้สมพระเกียรติท้าวเธอแห่งอโยธยา จึงได้พระราชทานทิพยานสูงด้วยเกียรติภูมินี้มาให้ หวังว่าท่านจะเดินทัพอย่างสมเกียรติและปราบทศกัณฐ์ได้ดังหทัยหวัง”

พระรามพยักหน้าอย่างเรียบนิ่ง ไม่ทันเอ่ยอะไร หนุมานก็กระโดนเข้ามากลางวงแหวใส่ทันที

“เอารถมาให้ก็ขอบใจอยู่หรอกนะ แต่จู่ๆ เอาของดีมาให้ฟรีๆ แบบนี้มันไม่น่าแปลกไปหน่อยเหรอ แน่ใจได้ยังไงว่าเจ้าไม่ใช่ยักษ์แปลงมา”

หนุมานชี้หน้ายียวน เขามีประสบการณ์มาแล้วหลายครั้งว่าพวกยักษ์ไม่น่าไว้ใจ บางทีก็แปลงเป็นฤาษี บางทีก็แปลงเป็นนางสีดาลอยน้ำมา แต่ที่เจ้าชาวสวรรค์คนนี้น่าหงุดหงิดเป็นที่สุดก็คงเพราะความหล่อเยือกเย็นจนน่าหมั่นไส้นี่ล่ะ

มาตุลีปรายหายตามองลิงหนุ่มอย่างไร้อารมณ์

“วานรเผือก หรือว่าเจ้าคือหนุมาน”

“ใช่! ชื่อเสียงเค้าขจรขจายไปถึงชั้นดาวดึงส์เลยใช่มั้ยล่า”

เทวบุตรพยักใบหน้า

“เรื่องที่เจ้าเผากรุงลงกาอย่างไร้สติล้วนเป็นที่โจษขานไปทั่ว ลูกเด็กเล็กแดงในพงศ์ยักษ์ต่างไร้บ้านอยู่นานหลายวันจนกระทั่งท้าวทศกัณฐ์ยอมก้มหัวให้วิษณุพรหมเพื่อสร้างเมืองใหม่ พญารากษสผู้ไม่เคยขอร้องใครแบบนั้นกลับยอมต้องสาปเพื่อทวยราษฎร์ เหล่ายักษาจึงต่างแซ่ซ้องสรรเสริญทศกัณฐ์ไปทั่วสิบทิศในระหว่างที่สาปแช่งองค์รามนายเจ้าที่ก่อการน่าละอายเผาบ้านเผาเมืองเช่นนี้”

คำวินิจฉัยของมาตุลีทำให้เหล่านายทัพวานรหน้าสลดด้วยแสนละอาย แต่ดูเหมือนลิงเผือกจะยังไม่เข้าใจเจตนาเชือดเฉือนนี้เท่าใดนัก

“อะไรกัน พูดอะไรไม่รู้เรื่อง แค่ไฟไหม้บ้านแต่กลับสาปแช่งคนอื่น เป็นยักษ์ที่ไม่มีน้ำใจเอาเสียเลย”

สุครีพซบใบหน้าลงบนฝ่ามืออย่างอดสูง ขนาดตัวเขามิใช่พงศ์ยักษ์ยังนึกอยากประชาทัณฑ์เจ้าลิงเผือกตัวนี้เสียเหลือเกิน นอกจากไร้สำนึกผิดชอบชั่วดีแล้ว ยังโทษชาวบ้านไปทั่วเสียอีก นายทัพวานรตัดสินใจเดินไปลากหลานตัวแสบกลับมาประจำการก่อนจะเอ่ยสิ่งใดให้แสลงใจยิ่งกว่านี้ พลันพิศใบหน้าเทวบุตรมาตุลีกรีดดวงตายังหนุมานและระบายยิ้มมุมปาก นายทัพสุครีพจึงแจ้งแก่ใจว่าคำสบประมาทนั้นไซร้เป็นการหยั่งปัญญาแม่ทัพวานรเผือกนั่นเอง

“วานรเผือก”

มาตุลีเรียกด้วยเสียงเยือกเย็น แต่เจ้าของนามก็ยังส่งสายตาท้าทายเช่นเดิม

“รู้หรือไม่ว่าแม้เจ้าจะมากด้วยอิทธิฤทธิ์แต่เจ้าก็เป็นเพียงพลวานรในปกครองของพระราม เจ้าได้กระทำการให้อัปยศแก่เกียรติของนายเจ้าด้วยการเผาเมืองไปเสียแล้ว วันนี้เจ้ายังมีประโยชน์ทุกคนก็แสร้งให้อภัย แต่เมื่อวันใดเสร็จศึก ก็ยังมีวานรอีกมากมายขึ้นมาเป็นที่รักใคร่แทนเจ้า เมื่อนั้นเจ้าก็ไม่ต่างจากแสงหิ่งห้อยในคืนเดือนเพ็ญดอก”

หนุมานนิ่งฟังอย่างตะลึง เพียงได้สดับวจนาคมกริบดั่งใบทวน สองขาถึงกับทรุดฮวบลงจนต้องคุกเข่าไปกองกับพื้น ฝ่ายเทวบุตรผู้ได้ชัยในพจนยุทธคลี่ยิ้มอย่างน่าสะพรึงกลัว

“มิใช่แค่นั้น...”

“พอเถิดเทวบุตร!

พระยาพิเภกเข้ามาขวางไว้กลางคัน พญายักษ์ประคองลิงหนุ่มที่หน้าซีดหน้าเซียวอย่างไม่เคยปรากฏขึ้นมาและส่งคืนให้สุครีพผู้เป็นน้า ความที่มีปัญญาเลิศล้ำจึงกระจ่างแก่ใจได้เป็นอย่างดีว่ามาตุลีเทวบุตรคือผู้ที่มิควรต่อกรด้วย โชคดีเพียงใดที่มิได้เป็นอริกัน

ดวงหน้าเทวบุตรเงยมองพญายักษ์อย่างแปลกใจ สักพักเมื่อก้มลงมองเห็นกระดานชนวนจนมั่นใจแน่แท้จึงกรีดดวงตาขึ้นพิศใบหน้าคมเข้มของพิเภกอีกครั้ง

“แว่นวิเศษและกระดานชนวน พระยาพิเภกอนุชาในท้าวทศกัณฑ์มิใช่รึ เหตุใดจึงแปรพักตร์ดั่งอสรพิษร้ายเช่นนี้ หรือว่าท่าน...”

“เราว่าท่านมาไกลจากชั้นฟ้าน่าจะได้พักเสียหน่อย”

พิเภกตัดบท เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้มาตุลีเอ่ยวาจาใดต่ออีกคำสองคำ ใจเขาคงโดนเชือดเฉือนไม่ต่างจากหนุมานเป็นแน่

มาตุลีกรีดดวงตาไปทางพระรามเสียแทน เขาโปรยยิ้มให้มหาบุรุษกายสีเขียวนวลและทำความเคารพอีกครั้ง

“ได้ยินมาว่าองค์รามโปรดการล่าสัตว์เหลือแสน ข้าเองเป็นสารถีให้ท้าวอมรินทร์มานาน ได้เห็นการล่าสัตว์มากมายในทั้งในโลกมนุษย์และโลกสวรรค์ ยิ่งกว่านั้นยังมีศาสตราวุธร้อยแปดชนิดที่องค์รามอาจจะโปรด”

ได้ยินเรื่องนี้พระรามถึงกับหูผึ่งและเชื้อเชิญให้ร่วมสนทนากันต่อหลังสำรับเย็น อนุชาหน้าทองได้สดับถึงกับเดือดอยู่ภายใน ท่าทีก้อร่อก้อติกเช่นนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรบรรดาผู้มาเยือนทั้งหลายคือต่างหลงเสน่ห์เชษฐาของตนทั้งนั้น

“ข้าเห็นด้วยกับพิเภก ไมตรีต่อเจ้าบ้านนั้นก็ดี แต่ท่านพี่ก็น่าจะให้เทวบุตรผู้มาเยือนได้พักผ่อนให้หายเหนื่อยเสียก่อน”

พระลักษณม์ยืนกราน ร่างบางสีทองอร่ามดิ่งตรงมานั่งประทับเคียงข้างเจ้าพี่และส่งสายตาหึงหวงอย่างรุนแรง ฝ่ายพิเภกเห็นดังนั้นก็ลอบถอนใจ ลักษมัณนั้นหนอ ช่างเป็นบุรุษที่แสนซื่อ รู้อยู่แก่ใจว่าผู้มาเยือนแห่งมเหศวรพงศ์คนนี้มีปัญญาปราดเปรื่องแล้วจะเผยจุดอ่อนของตนให้รู้ไปเพื่ออะไร

ดวงตาเฉยชาของมาตุลีพิศบุรุษกายสีทองอย่างครุ่นคิด เพียงครู่เดียวก็ผุดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก เทวบุตรผู้สง่างามดำเนินตรงไปคุกเข่าเบื้องหน้าพระลักษมณ์และทำความเคารพอย่าใกล้ชิดจนเข่าแทบจะชนกัน

“ถวายพระพรองค์ลักษมัณ เราได้ยินมานานแล้วว่าอนุชาในพระรามเป็นผู้มีใจสัตย์ต่อเชษฐาอย่างหาที่เปรียบมิได้ ดั่งเช่นสังข์และบัลลังก์นาคขององค์นารายณ์ที่คอยเฝ้าดูแลมิห่างกาย แต่เราอยู่ชั้นดาวดึงส์ฉงนนัก ว่าเหตุที่พระรามต้องมีอนุชาผู้ใช้ตรีศูลคอยเป็นโล่อยู่เสมอนั้นด้วยเพราะองค์รามเองมิได้เยี่ยมยุทธหรือกระไร”

คำเสียดสีทำให้พระลักษมณ์ฉุนปรี๊ด ดูถูกเขาได้แต่ดูถูกเชษฐาเช่นนี้ยอมไม่ได้ แต่ฝ่ายที่โดนกระทบกระเทียบหาได้สะเทือนไม่ พระรามเปล่งเสียงสรวลขึ้นมาอย่างขบขันและกล่าวตอบตัดหน้าอนุชาเสียแทบทันควัน

“เทวบุตร ท่านคงอยู่บนหอคอยงาช้างมาตลอดจึงเข้าใจผิดเสียแล้ว”

มาตุลีกรีดดวงตามองบุรุษกายสีเขียวนวล

“องค์รามว่าเราเข้าใจสิ่งใดผิดหรือ เรื่องที่มีผู้กล่าวหาว่าท่านมิได้เป็นยอดยุทธหรืออย่างไร”

“มากไปแล้วนะมาตุลี!

พระลักษณมณ์ตะโกนอย่างเหลืออดจนพิเภกต้องดิ่งตรงไปกอดร่างบางสีทองอร่ามไว้เสียก่อน ฝ่ายองค์รามกลับเยือกเย็นได้อย่างเหลือเชื่อ

“มิใช่เรื่องนั้นดอก สิ่งที่ท่านเข้าใจผิดคงเป็นเรื่องที่ว่าลักษมัณเป็นอาสนะรองนั่งและสังข์ของเราต่างหาก”

พระรามมิได้ล่วงรู้ว่าตนคือนารายณ์อวตาร ส่วนอดีตชาติของพระลักษมณ์คือสังข์และบัลลังก์นาค เป็นทั้งอาวุธและที่ประทับคู่กาย

“เราก็มิได้นั่งทับลักษมัณอยู่ตลอดเวลา แล้วก็มิได้เป่าด้วย ท่านดูอย่างไรจึงกล่าวออกมาเช่นนั้น”

ดวงหน้างดหงามหมดจดจ้องกลับตาใส มามุขนี้ทำเอามาตุลีแทบไปต่อไม่ถูก

“เอ่อ...มิใช่เช่นนั้นองค์ราม เราแค่เปรียบเทียบ...”

“แต่ถ้าทางดาวดึงส์มีข่าวลือเช่นนี้ หรือการนั่งทับและเป่าเป็นกิจปกติของคนแถวนั้น ถ้าอย่างนั้นข้าก็คงต้องลอง...”

ว่าแล้วสองมือก็ผลักอนุชาที่กำลังนั่งประชิดลงกับพื้น พระรามขึ้นนั่งคร่อมและโน้มใบหน้าลงประทับริมฝีปากจนอนุชาเบิกเนตรด้วยความตกใจ เช่นเดียวมาตุลีและพิเภกซึ่งเข้าเฝ้าเบื้องหน้าก็สะดุ้งตัวโยนแทบสิ้นสติ

“ไม่ใช่แล้วองค์ราม!!

พระยาพิเภกแทบกรีดร้อง เขาพุ่งตรงไปแยกสองพี่น้องออกจากกันโดยด่วน อ้อมแขนโอบรัดพระรามไว้แน่นด้วยกลัวว่าจะอุตริกระโดดคร่อมแล้วเป่าใครขึ้นมาอีก

“เจ้าโอบผิดคนแล้วพิเภก เจ้าต้องโอบคู่หมั้นของเจ้าโน่น”

พลางองค์รามชี้นิ้วไปทางพระลักษมณ์ที่ยังนอนเสียจริตนิ่งไม่ติงไหว ได้ยินเช่นนั้นมาตุลีถึงกับต้องจัดเรียงตรรกะในสมองใหม่ แต่เมื่อกี้ว่ากระไรนะ

“เมื่อครู่...องค์รามบอกว่าพระยาพิเภกเป็นคู่หมั้นของพระลักษมณ์อย่างนั้นรึ”

“ใช่แล้วมาตุลี สองคนนี้ดื่มน้ำร่วมสาบานและร่วมหอกันเรียบร้อยแล้ว”

พระรามอธิบาย

ใบหน้าเทวบุตรฉีกยิ้มพอใจแทบจะทันที เขาทรุดกายลงประคองร่างพระลักษมณ์ที่ยังคงสลบเหมือดด้วยความตกใจขึ้นมาแนบอกอย่างถนอม ไล้มือที่ผิวแก้วสีทองสุกปลั่ง

“มีเจ้าสาวงามหมดจดอย่างนี้นี่เองพระยาพิเภก แต่คืนนี้ท่านคงต้องดูแลปกป้ององค์ราม ถ้าเช่นนั้นเราจะอาสาพยาบาลองค์ลักษมัณให้ดีหรือไม่”

พิเภกคิดอ่านแทบไม่ทัน อะไรของเจ้าชาวสวรรค์คนนี้เนี่ย! จริงอยู่ว่าเขาต้องดูแลพระรามในคืนนี้เพื่อให้มั่นใจว่ามาตุลีไม่วอแว แต่การณ์นั้นตัวลักษมัณเห็นจะไม่ปลอดภัย ครั้นจะไปพยาบาลลักษมัณ เห็นทางพระรามจะอันตรายต่อการบุกเข้าห้องของมาตุลีด้วย เช่นนั้นก็เหลือเพียงทางเดียว

“ไม่ต้อง ให้พี่น้องเขาดูแลกันไป ส่วนท่านน่ะมาตุลี ไปพักห้องข้าเลย”

พิเภกบัญชา อย่างน้อยจับเจ้าเทวบุตรนี่มัดติดเตียงไว้คงไม่ยุ่มย่ามกับพระรามพระลักษมณ์เป็นแน่

สายลมเย็นเอื่อยลอยเรื่อยมาปะทะใบหน้าของพญายักษ์กุมภกรรณทันทีที่บานทวารห้องประทับบรรทมของเชษฐาทศกัณฐ์เบิกออก เขาได้รับบัญชาให้เข้าเฝ้าแทบจะทันทีที่กลับถึงกรุงลงกา เห็นได้ว่าองค์เชษฐาคงใคร่รู้ว่ากลศึกทำลายการจองถนนได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง

พญายักษ์กระชับหอกโมกขศักดิ์ดำเนินตรงไปยังโต๊ะทรงอักษรซึ่งท้าวทศกัณฐ์นั่งทรงงานอย่างสงบนิ่ง

“รับสั่งให้ข้าเข้าเฝ้าหรือพระเชษฐา”

กุมภกรรณทำความเคารพ หลังความเงียบกลืนกินบรรยากาศอยู่เพียงอึดใจ ฝ่ายพญารากษสจึงหยุดมือจากราชกิจหันมามองใบหน้าอนุชาที่ยังคงเรียบนิ่งเช่นเดิม

“นั่งสิ”

เจ้าบ้านเชื้อเชิญ ฝ่ายกุมภกรรณเมื่อได้เห็นว่าคำแรกมิใช่เรื่องงานแต่กลับเชื้อเชิญให้นั่ง แสดงว่าเรื่องที่เชษฐาใคร่รู้เห็นจะมิใช่เรื่องจองถนนเป็นแน่ เขาทรุดกายลงนั่งตามคำเชิญและระทึกในใจว่าจะเป็นเรื่องสุพรรณมัจฉาหรือบุตรของหล่อนหรือเปล่า

“เราได้ยินมาว่าทัพพระรามจองถนนเสร็จแล้วและกำลังจะกรีฑามายังลงกา”

“ท่านได้ยินมิผิดเพี้ยนพระเชษฐา”

ใบหน้าคมเข้มรับกับเคราบางๆ ของทศกัณฐ์ระบายยิ้มและแค่นหัวเราะอย่างเย้ยหยัน

“หึ ขนหินถมทะเลกันเลยรึพวกวานร เรารึนึกว่าพิเภกจะเสนอให้ต่อเรือ ที่ไหนได้ปัญญาลิงคงไม่เพียงพอกระมัง เจ้าประเมินเห็นว่าทัพวานรตอนนี้สภาพเป็นอย่างไรบ้าง”

กุมภกรรณค่อยๆ เรียบเรียง เขาเดาไม่ถูกว่าเชษฐาของตนต้องการสิ่งใดแน่ แต่อย่างน้อยหากไม่เอ่ยถึงทัณฑ์ของนางสุพรรณมัจฉา เขาก็จะไม่ปริปากเรื่องนี้ออกไป

“ข้าเห็นว่าพวกลิงเร่งร้อนจองถนนจนบัดนี้เหน็ดเหนื่อยอิดโรย แม้อยากกรีฑามาโดยเร็วแต่ก็ทำมิได้ ประกอบกับเสบียงจากทางขีดขินช้ากว่ากำหนด พระรามจึงยังคงตั้งค่ายอยู่ริมสมุทร คงจะต้องรอเดินทัพอีกไม่ต่ำกว่ายี่สิบชั่วยาม”

ใบหน้าพญารากษสทศกัณฐ์ระบายความหงุดหงิดอย่างชัดเจน

“ยี่สิบชั่วยาม นานขนาดนั้นเชียว จะให้ข้าจัดทัพรอไปถึงเมื่อไร เจ้าคิดว่าเราควรแต่งทัพผ่านถนนที่พวกวานรสร้างไปตีทัพพระรามให้แตกเลยจะดีไหม”

ฝ่ายอนุชาสดับอย่างสงบ

“พระเชษฐาคงปรารถนาจะออกศึกโดยไว การบุกตีทัพวานรที่กำลังอ่อนแรงคงมิยากเกินความสามารถของทัพยักษ์ แต่สิบทิศจะติฉินเอาได้ว่ามีแต่วิสัยขโมยเท่านั้นจึงร้อนตัวยามเจ้าของมาทวง หากท่านมิได้ยอมรับว่าขโมยนางสีดามาแต่ต้องการประกาศให้สิบทิศรู้ว่านางยินดีอยู่เอง ท่านก็ควรเยือกเย็นไว้”

กุมภกรรณเสนอ พญายักษ์พยายามซ่อนเจตนาที่จะยื้อเวลารบพุ่งออกไปให้นานที่สุดอย่างแนบเนียน เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่าเพียงแค่พระเชษฐาตัดใจคืนนางสีดาไปเรื่องก็จบ แต่ได้ลั่นวาจากับนางสำมนักขาไว้แล้วว่าจะลงทัณฑ์นางสีดาคงจะพลิกลิ้นให้เสียวาจาขัติยราชมิได้ อย่างไรเสียเขาไม่อยากรีบยืนประจันหน้ากับเจ้าลิงสีแสบในสนามรบเท่าใดดอก

พญารากษสสดับอนุชาก็เห็นแจ้งแก่ใจ

“จริงของเจ้า ถ้าอย่างนั้นพญายักษ์ผู้มีใจกว้างดั่งผืนสมุทรอย่างเราเห็นทีจะต้องเชิญชวนให้ทัพวานรรีบเคลื่อนพลเร็วขึ้นเสียหน่อยแล้ว เจ้าจงบัญชาให้ภานุราชส่งของขวัญจากเราไปไว้ที่เชิงเขามรกต หากทัพพระรามเคลื่อนขบวนผ่านถนนมาก็จะพบป่ามายาที่มีพืชผลนานาพันธุ์ให้เหล่าวานรได้เก็บกินเป็นเสบียงเพิ่มพลัง จงนิมิตแม่น้ำและลูกไม้สุกงอมหอมหวานล่อให้ทัพนั้นยิ่งดำเนินมาลงกาเร็วขึ้น”

พญารากษสใจจะขาดรอน หากป่านิมิตนี้ช่วยให้พระรามยาตราทัพมาถึงลงกาเร็วขึ้นสักชั่วยามก็ยังดี แต่บัญชานี้ดูจะทำให้กุมภกรรณประหลาดใจในเจตนาอยู่พอสมควร

“เอ่อ...พระอาญามิพ้นเกล้า พระเชษฐาหมาถึงให้ภานุราช...นิมิตป่า ราวกับว่าจะเสริมเสบียงให้ทัพศัตรู”

“เจ้าเข้าใจไม่ผิดดอก แต่แค่ป่าอาจจะดึงดูดน้อยไป เจ้าสั่งภานุราชให้สร้างท่าน้ำสะอาดใสน่าลงดื่มกิน ส้มสูกลูกไม้ก็ล้วนให้เก็บกินแล้วเมาเคลิ้มถึงชั้นฟ้า วานรจะได้พักผ่อนดื่มกินกันเต็มที่และพร้อมเดินทัพมาเร็วไว”

ยิ่งได้สดับก็ยิ่งเกินปัญญาจะเข้าใจ กุมภกรรณดำริว่าพระเชษฐาของเขากำลังจัดงานเลี้ยงต้อนรับทัพพระรามหรืออย่างไร แต่เมื่อพิจารณาอีกทีก็ได้กระจ่างว่าหรือที่แท้พระเชษฐาต้องการจับศึกโดยเร็ว กายคงร้อนรุ่มเรียกหาไฟสงครามจนรอไม่ไหวเป็นแน่ เขานึกประหวั่นอยู่ในใจด้วยไม่อยากให้เวลาเข้าประหัตประหารเร็วนัก แต่ก็มิอาจทัดทานบัญชาได้

สวัสดีค่า ^_^

ป๋าทศจัดปาร์ตี้ค่า เอาเป็นว่าส่งคนไปเตรียมเสบียงให้เลยเชียว น้องรามจะได้รีบๆ มาหาถึงห้องนอนซักที แต่ในต้นฉบับเขาบอกว่าป่านี้เป็นกับดักนะคะ ตอนอ่านก็คิดว่าตอนภานุราชยกแผ่นดินสนุกดีค่ะ พิเภกได้แสดงความเทพเดาแผนทศกัณฐ์ออกด้วย แต่พอมาอยู่ในนิยายของ Blueฯ จากกับดักก็กลายเป็นโต๊ะจีนให้ลิงกินกันไปนั่นเอง

ตอนหน้ามาตุลีโดนพิเภกลากเข้าห้องนอนไปแล้ว อารมณ์ยักษ์เห็นหนุ่มๆ หน้าตาดีแต่พูดจามะนาวไม่มีน้ำอย่างนี้จะต้องสั่งสอนซะหน่อยมั้ย โปรดติดตามค่า

Comment

Comment:

Tweet

จากทศกัณฐ์ ทศ พี่ทศ ป๋าทศ เฮียทศ เสี่ยทศ สรุปได้ว่าทุกคนรักทศกัณฐ์มากๆค่ะ55555 แต่เฮียแกก็น่ารักจริงๆน้าสงสัยจะหลงรักพระรามมากเลยทีเดียวอดใจไม่ไหว อยากให้ไปหาเร็วจัดโต๊ะจีนเพิ่มเสบียงเพิ่มพลังใจ(?)ให้ พระรามก็ซื่อน่ารักจริงๆมัดใจพญายักษ์ได้อยู่หมัดเลย

#8 By caren (1.2.218.246|1.2.218.246) on 2014-10-28 21:27

และผู้ที่โดนเป่าก็สลบคาที่ไปแล้ว โอ๊ยพระรามของเราจะใสซื่อไปถึงไหนกันหนอ ผิดจากพวกมาเล่ห์อย่างทศกัณฐ์จริงๆ

#7 By monster zis on 2014-05-29 19:11

อ่นแล้วแอบมึนแต่ก็เข้าใจอยู่ ตอนหน้าต้องสนุกแน่เลย

#6 By doog (171.96.240.91|171.96.240.91) on 2014-03-22 22:03

confused smile big smile

#5 By doog (171.96.240.91|171.96.240.91) on 2014-03-22 22:00

วาจาเชือดเฉือน คมคาย
แหมมม ภิเภกชวนมาตุลีเข้าห้องเหรอ  เช้าชู้จังนะ
big smile big smile big smile

#4 By (171.6.5.190|171.6.5.190) on 2014-03-22 19:14

ป๋าทศใจป้ำอ่ะ จัดปาร์ตี้สวนป่า ให้ทัพน้องรามเพื่อเอาใจกันเลย
ให้บรรดาคนติดตามน้องราม อิ่มหมีพีมัน จะได้มีแรงส่งน้องราม
มาถึงเรือนหอเร็วๆ อุต๊ะ ป๋าทศ เริ่ดคร้า ปาร์ตี้นี้อย่าลืมมาแจม
ด้วยนะค่ะ ^^

#3 By pure_ka (171.98.43.152|171.98.43.152) on 2014-03-22 18:34

เฮียทดมีคู่แข่งเรื่องวาจาเฉือดเฉือนซะแล้วคุณสารถีปากจัดกว่าที่คิดแต่ยังไงก็สู้ความซื่อของน้องรามไม่ได้ เอาอยู่ทุกสถานการณ์ แต่ว่าคุณยักษ์แว่นให้คุณสารถีพักห้องเดียวกันเดี๋ยวน้องรักก็หึงแย่ เฮียทดถึงขนาดให้เสกป่าเสกบ่อน้ำให้น้องรามเลยเหรอ ใจร้อนใช่เล่นเลยนะcry

#2 By momo (111.84.2.220|111.84.2.220) on 2014-03-22 15:06

ผู้มีปัญญาคุยกัน มึน @w@

#1 By Dabew on 2014-03-22 10:59