มาจะกล่าวถึงอุทยานราชวังแสนวิจิตรใต้สมุทร เดิมเป็นที่ประทับของท้าวมหายมยักษ์แห่งกรุงบาดาล แต่เมื่อสิ้นพระชนม์ โอรสพญายักษ์ ไมยราพณ์จึงได้ครองนครต่อไป แม้จะอยู่ใต้สมุทรแต่มีการกางอาณาเขตให้เหมาะแก่การอาศัยของยักษ์ เสาวังก็แสนงดงามด้วยปะการังแกะสลักเสลาสดสวย หลังคาเคลือบเปลือกหอยมุขเป็นริ้วรุ้งต้องแสงสุรีย์แม้เพียงน้อยก็สว่างงามดั่งวิมาน

ท่ามกลางความสงบร่มรื่นแห่งเมืองบาดาล เสียงนางจันทรประภาศรีมารดาของไมยราพณ์บ่นพึมพำในห้องทรงอักษรเสียจนเทิดท้าวที่ได้สดับอยู่ใกล้ๆ รู้สึกปวดเศียร

“พอทีเถอะท่านแม่ ต่อให้ท่านตื๊อขนาดไหน ข้าก็ไม่สนนางๆ ที่ท่านหามาให้หรอก”

ไมยราพณ์ผู้ครองเมืองบาดาลเป็นพญายักษ์กายสีม่วงอ่อน ตั้งแต่เด็กชอบศึกษาสรรพวิชาและหมดเปลืองเวลาไปกับการอ่านเขียนในห้องอักษร ไม่ชอบออกสมาคมเท่าใดนัก ความที่เป็นผู้รู้รอบอาคมจึงรู้มนต์สะกดทัพซึ่งน้อยนักจะมีผู้ใช้วิชาเป่ามนต์ให้ส่งผลพร้อมกันได้ทีเดียวหมดทั้งกอง ศาสตราวุธประจำตัวคือกล้องยาสามารถเป่าทัพนับหมื่นให้หลับใหลได้

“องค์บพิตร! ท่านก็อายุล่วงเลยมาปูนนี้แล้ว ควรจะหาชายาสักคนมาคลอดทายาทได้แล้วนะ”

นางจันทรประภาศรีบ่นต่อพร้อมกับยัดเยียดภาพวาดนางยักขินีอวบอึ๋มงดงามให้ดู แต่ก็ไม่เคยเป็นที่ต้องตาต้องใจเลย

“ข้าไม่มีทางจะมีใจให้ใครได้ดอกท่านแม่ ในเมื่อข้าถอดดวงใจออกไปไว้ในหอยแมลงภู่ซ่อนไว้ที่ยอดเขาตรีกูฎแล้ว ดังนั้นหล่อนทั้งหลายก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องผลิตลูก หากท่านคิดว่าจำเป็นก็เลือกมาให้ข้าสักโหลก็ได้ ถึงไม่มีใจแต่เรื่องทำลูกก็ไม่ได้เกินความสามารถหรอก”

ใบหน้ามารดาคลี่รอยยิ้มอย่างเปล่งประกาย

“จริงหรือท่าน! โอยย...แก่ปูนนี้เพิ่งรู้สึกปีติก็วันนี้เอง ข้าจะรีบไปนำตัวนางยักขินีศรีขัติยามาถวายตัวให้สมเกียรติท่านเลยนะเจ้าคะมหาบพิตร”

ว่าแล้วนางก็กระวีกระวาดเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม

เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้ท่าจะยาว ไมยราพณ์จึงรีบหนีขึ้นมาให้พ้นจากเมืองบาดาลเสียก่อน เพราะเชื่อว่าไม่ถึงชั่วอึดใจ มารดาเป็นต้องจัดเตรียมนางมาให้เขาเข้าห้องหอด้วยได้เป็นแน่

พญายักษ์กายสีม่วงอ่อนจึงเหาะเหินจากเมืองบาดาล ผ่านท้องสมุทรตรงไปยังฝั่ง พลันสายตาเหลือบเห็นทัพลิงจองถนนกันเป็นการใหญ่จึงลอบแวะไปดูด้วยความสงสัย

“ได้ข่าวว่าพระรามจะจองถนนไปกรุงลงกาเพราะแค้นที่ท่านลุงทศกัณฐ์ลักพานางสีดาไป ก็เข้าใจได้อยู่หรอก แต่ที่แปลกใจคือทำไมพวกปลาถึงมาช่วยขนศิลาทำถนนด้วยล่ะ”

ไมยราพณ์ดำริก็ยิ่งประหลาดใจ พญายักษ์จึงเป่ากล้องยาล่องหนซ่อนกายให้พ้นสายตาเพื่อจะลอบเข้าไปดู

ระหว่างทางเดินตัดหาด ดวงตาจระเข้ก็พิศเห็นพญาเสือโคร่งกายใหญ่โตกำลังอุ้มวานรตัวน้อยหางเป็นปลาอยู่ ด้วยความใคร่รู้จึงพรางกายล่องหนเข้าไปใกล้เสียจนแทบรู้สึกถึงลมหายใจ กุมภกรรณมองไม่เห็นจึงไม่รู้ว่าไมยราพณ์ล่องหนเข้ามา แต่น่าแปลกที่เด็กน้อยกลับรู้สึกได้และหันไปยิ้มร่า

“น่าเอ็นดูเสียจริงวานรน้อย ปากนิดจมูกหน่อย ผิวหรือก็ขาวผุดผาดเหมือนเม็ดมุขเลอค่า เส้นผมสีทองคำสุกปลั่ง แล้วยังหางปลานั่นอีก แบบนี้ก็อยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบกเลยสิ”

พญายักษ์ล่องหนหยอกล้อกับเด็กน้อยซึ่งไม่รู้ว่าเห็นตนได้อย่างไร ฝ่ายพญาเสือโคร่งรู้สึกผิดสังเกตที่มัจฉานุหันไปหัวเราะร่วนกับอากาศธาตุ แต่เมื่อเห็นรอยเท้าดำเนินตรงมาตามหาดทรายก็พอจะนึกได้ว่าใครที่มีกล้องยาล่องหนเป็นอาวุธ

“จะล่องหนอีกนานไหม ไมยราพณ์”

ฝ่ายพญายักษ์กายสีม่วงสะดุ้งเฮือกจนเผลออุทาน

“เสือ...พูดได้”

“ไม่ใช่ว้อย! พญาเสือโคร่งต่างหาก! ร่างแปลงของลุงเจ้าไงเฟ้ย!

นัยน์ตาจระเข้เหลือกลืมอย่างแปลกใจ

“เสียงแบบนี้ ห้าวขนาดนี้ หรือว่า...แต่ไม่มีหอกโมกขศักดิ์นี่นา”

พลันในอุ้งเท้าก็ปรากฏหอกโมกขศักดิ์ซัดป้าบเข้ากลางอากาศแต่แม่นตรงไปที่ศีรษะไมยราพณ์จนบวมปูด ก่อนจะเก็บซ่อนไว้ที่เขี้ยวงามเช่นเดิม

“อย่าให้ข้าเผยร่างบ่อยนัก นี่มันกลางทัพวานร”