ดวงตาสีชาดสดของหนุมานจ้องตรงไปยังร่างไร้ลมหายใจของนางสีดาผู้เป็นดั่งมารดรแห่งทัพวานร ในระหว่างที่พลพรรคต่างก้มหน้าร่ำไห้จนโหยหวนไปทั่วเขาคันธกาฬ มีแต่ลิงเผือกตัวเดียวที่ไม่มีแม้น้ำตาสักหยด ทว่ากลับจ้องมองพิจารณาอย่างเคร่งขรึมผิดวิสัย แม่ทัพสุครีพสังเกตได้ถึงความผิดปกติของหลานชายจึงปราดตรงเข้ามาเจรจาด้วยกลัวว่าหลานโง่จะเศร้าจนน็อตหลุดและเผลอทำอะไรวิปริตวิปลาสขึ้นมาอีก

“เจ้าเงียบจนน้าพิศวงแก่ใจ หรือจะโศกเศร้าอาลัยเสียจนพูดไม่ออก”

พญาวานรกายสีแดงจัดดั่งครั่งเปรย

ใบหน้าหล่อเหลาที่บัดนี้สงบนิ่งผิดธรรมดาละสายตาจากร่างที่ยังคงสุกปลั่งงามหมดจดปรายขึ้นมองผู้ถาม

“เค้าว่ามีอะไรแปลกๆ เกี่ยวกับแม่หญิงสีดานะท่านน้า”

“ถ้าเจ้าหมายถึงว่าทำไมนางจึงไม่หายใจ ข้าก็จะอธิบายว่านางสิ้นลมไปแล้ว”

น้าชายอธิบายจากพื้นฐานที่สุดราวกับอธิบายเด็กสามขวบเพราะเขาไม่มั่นใจว่าหลานของเขาจะเข้าใจการณ์นี้ได้มากน้อยเพียงใด แต่ริมฝีปากบิดเบี้ยวและคิ้วขมวดมุ่นอย่างแสนงอนจึงทำให้ทราบว่าเรื่องนี้วานรเผือกรู้ดีอยู่แล้ว

“ท่านน้าพูดเหมือนข้าเป็นเด็กอมมือ! เรื่องนั้นข้ารู้อยู่หรอก ที่ว่าแปลกน่ะหมายถึงแม่หญิงสีดาลอยน้ำจากกรุงลงกามาตั้งไกล แล้วทำไมเครื่องทรงยังเนี้ยบนิ้งได้ปานนี้ต่างหาก!

หนุมานชี้นิ้วให้ดูว่ากรุงลงกาไกลถึงขนาดเหาะเหินไปยังกินเวลาหลายชั่วยาม แล้วไฉนร่างของนางผู้สิ้นลมจึงยังแต่งองค์ได้เป๊ะขนาดที่สไบแทบไม่ยับปานนี้ พูดเสร็จนายทัพผู้ปราดเปรื่องก็ราวกับมีบัวบานผุดขึ้นเหนือน้ำในบัดดล

“จริงของเจ้า ถ้ากรุงลงกาไกลขนาดที่เจ้าว่า เหตุใดนางจึงยังไม่เน่าเปื่อยแม้สักนิด แล้วที่สำคัญคือนางลอยทวนน้ำมาได้อย่างไร”

ลิงเผือกเบะหน้าอีกรอบ

“ไม่ช่ายยย...โธ่ท่านน้า ข้าไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น คนปราดเปรื่องอย่างข้าคงพูดให้คนธรรมดาฟังไม่เข้าใจ ข้าหมายถึงภูษา...”

โป๊ก!!

พญาวานรน๊อกหัวหลานโง่ให้เงียบสักพักระหว่างที่ใช้ความคิด เมื่อมั่นใจเป็นแน่จึงหันมากล่าวชมหลานชายซึ่งร้อยวันพันปีแทบไม่เคยชม

“เจ้าช่างสังเกตเหลือเกินหลานรัก นี่ถ้าเจ้าไม่บอกน้า พวกเราคงเศร้าโศกเจียนตายจนเผลอถ