ลมเย็นปะทะผ้าม่านสีขาวสะอาดและกระดิ่งเปลือกหอยเป็นเสียงกรุ๊งกริ๊งชวนให้เย็นสดชื่นผิดกับหัวใจของพิเภกที่บัดนี้ร้อนรุ่มราวกับถูกไฟสุม เขาเดินขึ้นเรือนพักของพระลักษมณ์ จัดแจงถือวิสาสะเข้าไปในห้องทั้งที่ยังอุ้มร่างบางที่น้ำตาไหลพรากไม่หยุดไว้ในอ้อมกอดก่อนจะวางลงอย่างถนอมบนแท่นบรรทม

พญายักษ์ทรุดกายลงนั่งข้างร่างที่ยังแน่นิ่ง เขาพิศผ่านผืนม่านที่ขยับไหวเป็นจังหวะมองดูดวงจันทร์กลมโตที่ลอยเด่นเหนือแผ่นฟ้าอย่างเศร้าหมอง ในยามที่ทุกคนในค่ายพักโศกเศร้ากับการจากไปของนางสีดา เขากลับหดหู่ที่มหาบุรุษซึ่งเขาบูชามีจิตผูกพันกับเชษฐาของตนมากกว่า

ขอบใจที่ห้ามเราไว้

เสียงหวานจากมหาบุรุษกายสีทองเปรยขึ้นมา

พิเภกหันกลับไปมองร่างที่ทอดกายบนแท่นบรรทมผ่านความมืดสลัวที่มีแต่แสงเดือนน้อยนิดสาดส่องและจึงเห็นว่าพระลักษมณ์กำลังยันกายลุกขึ้น เขาจึงรีบเข้าไปประคองอย่างเบามือ

เอาน้ำหน่อยไหม

พญายักษ์ถามด้วยเสียงนุ่ม เด็กหนุ่มจึงพยักหน้าเบาๆ และชี้นิ้วไปทางขันเงินใบใหญ่ในห้อง

พิเภกตรงไปหยิบขันและดื่มเสียเองก่อนจนค่อยรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นบ้างแล้วจึงถือขันเงินเดินตรงมาหา เขาทรุดกายลงนั่งเคียงข้างและยื่นขันให้ มองดูเด็กหนุ่มค่อยๆ จิบอย่างเอ็นดูแล้วก็รู้สึกเหมือนได้น้ำทิพย์มาอาบรดชโลมใจที่รุ่มร้อนให้เย็นลง

ไม่อยากให้ข้าป้อนด้วยปากบ้างเหรอ

พรวด!!

แค่กๆๆๆๆ

พระลักษมณ์สำลักจนตัวโยน มือแทบจะประคองขันน้ำไว้ไม่อยู่ ใบหน้างามเงยขึ้นสบตาอีกฝ่ายและเห็นว่าพิเภกหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี

เจ้ายักษ์ลามก! ในหัวคิดแต่เรื่องพรรณอย่างนี้รึไง!”

นั่นน่ะสิ เห็นเจ้าทีไรเป็นได้คิดแต่เรื่องพรรณอย่างว่าตลอด กับคนอื่นไม่เห็นเป็น แสดงว่าเจ้ายั่วข้าใช่ไหมลักษมัณ

บ...บ้ารึไง!”

เด็กหนุ่มร้อนผ่าวบนผิวแก้ม

ใครยั่วเจ้ากัน! รีบไปให้พ้นเลยนะ!”

ฝ่ายที่ไล่วักน้ำจากขันสาดเอาๆ จนพิเภกต้องเอามือป้อง แต่เมื่อไม่เป็นผลจึงตรงเข้าไปคว้าข้อมือบางไว้แทน ฉุดปล้ำกันไปมาจนขันน้ำคว่ำสาดกระจาย